2009/Feb/13

=[]=!! ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจนะเนี้ย~

 ว่าวันนี้วันศุกร์ที่ 13  :[[ ""

ก็ว่าอยู่ ว่าทำไมเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศโทรมาบ่นๆ ว่ากลัวๆๆ - -

 ไอเราก็งง..มันกลัวอะไรของมันนะ?? -*-

คิดในใจว่า..สงสัยคงจะกลัววันวาเลนไทน์ 55+ (คิดได้)

โฮก ก ก~! ไม่ได้ไปโรงเรียนอีกแล้วแฮะ :ll

เนื่องจากนอนซมเพราะพิษไข้ ~

เซ็งค่าบ!! - 3-*

พรุ่งนี้ก็วาเลนไทน์แล้ว  ว วว ว

ต้องทำช็อคฯให้ตัวเอง ง งง (ก่อนจะให้คนอื่น )  อิอิ^^,,

วาเลนไทน์ถ้าจะให้โรแมนติดก็ต้องมีดอกไม้~ ที่จริงควรจะเป็นกุหลาบสิน้ะ! *0*

แต่..ที่บ้านมีแต่ดอกเข็ม = =""

เอามาแทนกันได้มั๊ย?? : l  ...

 

โอ้ว วว  ว

ลืม ๆ ๆ X )) ,,

 

HaPpY [ Befo2e ] Valentine's DaY !! =)) ,,

2008/Oct/11

สวัสดีค้าบ -/\- พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย><,, ดองเค็มอีกแล้วเรา..

แหะๆ และแล้วก็มีเวลาว่างกับคนอื่นเขาซักที^^

...เมื่อวาน..เป็นวันดวงซวยมากๆ เลย..T_T

นอกจากจะเป็นวันรับเกรด - -(ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้ไป- -*)

แล้วก็ยังเป็นวันที่กระเป๋าตังลาพักร้อนอีกด้วย!! =[]=

แงงง~~ เศร้าอย่างแรง U_____U*

ดีนะที่ไม่ได้ใส่อะไรสำคัญมากมาย แต่มันก็สำคัญน๊าT[]T

แบบ..รูปเพื่อนๆ (สมัย ม.ต้น) บัตรสะสมสติ๊กเกอร์ลดราคาร้านนายอินทร์ -..-

บัตรเรียนพิเศษ แถมยังมีซิมอีกตั้ง2อันทียัดไว้ในกระเป๋าตังนั่นอีก T___Tฮือๆ

(ส่วนตังมี500เศษๆ) แง๊!! ToT~~~ เมื่อวานเลยตระเวนวิ่งวนหาทั่ววิสุทธิฯเลย..

แต่สุดท้าย..ก็หาไม่เจอY_Y จนมาวันนี้..ก็ไม่มีใครมาฝากไว้ที่ป้อมยามเลย

(วิ่งถามทุกที่..แม้แต่ร้านขายข้าว- -*)

แต่ก็เอาน่ะ...ทำใจๆ =_=* เครียดไปเป๋าตังก็ไม่กลับมา(ฮือ..)

 

ช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยมาอัพบล็อคซักเท่าไหร่นักนะคะ ^^*

เพราะติดเรียน = =* (เรียนมันทั้งวัน)

เรียนจนจะบรรลุและ..(นั่งสมาธิทั้งคาบ 55) นอนนั่นแหละ><,,

 

PS* ใครที่เรียนแถวๆ วิสุทธานีพบเจอกระเป๋าตังสีขาวลายBe Bear โปรดแจ้งข้าน้อยด้วยค่าT^T

        ...ไปดีเถอะ...เป๋าตังน่อย...T____T// ลาก่อนนนนน น น น 

2008/Sep/29

ม่จ้~!!! (ติดมาจากเดี่ยว 7 ที่ดูเมื่อวานเจ้าค่ะ เอิ้กๆ)

วันนี้ก็โดนท่านเพื่อนๆ ทั้งหลายแหล่ ลากไปปฏิบัติงานอีกจนได้...

ตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่ออกมาจุ๊กกรู๊ๆ~ ออกจากบ้านพร้อมครอบครัว

ตรงดิ่งไปยังบ้านเพื่อน..อิบาสนั่นเอง...

(เพื่อนๆ นัด10โมง แต่ดันมาเร็วT_T)

ปรากฏว่า บาสมันยังไม่ตื่น - -* แงะ! บ้านมันยังไม่เปิดประตูเลย...

(บ้านมันเป็นบริษัท ปกติจะเปิดประตูไว้ (เกือบ)ตลอด)

เลยโทรเข้ามือถือ...แต่แล้ว!! ก็มีเสียงผู้หญิงรับสาย=[]=*

"หมายเลขที่ท่านเรียก...ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้..กรูณาติ...ตู๊ด!"

=___=;; แหะๆ สรุปก็คือมันปิดเครื่องนั่นแหละนะ

ไอเราก็คิดในใจ..ตายล่ะหว่า..-*- แล้วกุต้องนั่งรอมันตื่นเรอะเนี่ย! ไม่นะ!

แต่..เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อน..กุก็มีเบอร์บ้านมันนี่หว่า-*-

คิดได้ดังนั้น..ก็โทรเข้าเบอร์บ้านมันทันที

....และแล้วในที่สุด T____T ข้าน้อยก็ได้มานั่ง ณ โซฟา บ้านบาสแล้ว เย่~

 พรั่นจริงๆ เลยฉานนนน-[]-;; ตัดตอนๆๆ ฉับๆๆ

 

10 ด้...

พวกเรา(ฉันกับบาส) ก็เจอเพื่อนอีก2ตน นามว่า กอล์ฟ(แฟนชื่อนุ้ย)กับเคโระจัง(กบ)

-..-กำลังนั่งกินอาหารเจอยู่ในซุ้มเต้นท์(หลังคา)แดง - -*

ก็เลยไปนั่งคุยสัพเพเหระ เรื่อยๆอ่านะ...

...เวลาผ่านไป เพื่อนๆ ก็มาครบครัน เป็นที่เรียบร้อย! เอาล่ะ!! ออกเดินทาง!!

 

อัดั..! เข้าโรงเรียน~~~ ไปตรวจดูความยาวความกว้างของสแตนด์

but!! = = ยามโรงเรียนไม่ให้เข้า -____-* กรรม!

ด้วยเหตุผลที่ว่า... ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน=[]=*

พวกเราเลยบอกว่า แค่วัดสแตนด์อยู่ข้างล่างเอง~ไม่ได้ขึ้นอาคาร~~

พี่แกเค้าก็ไม่ยอมวุ้ย-_-* เซ็งมาก แดดก็ร้อนสุด ***(เซ็นเซอร์)= =*

เชอะ!! ไม่ง้อ = 3=* ในเมื่อหน้าโรงเรียนไม่ให้เข้า...

ก็เข้ามันหลังโรงเรียนแหละวะ!! =_,= หึหึ...

 

ก็ดำเนินการตามแผนชั่วร้ายทันที~~

..และในที่สุดก็เข้าประตูหลังโรงเรียนมาได้ ~เย่!! ^^y

และแล้วงานก็เดิน T^T ขอบคุณซาร่า~~

ถกเถียงกันอยู่3-4ชั่วโมง ก็สรุปออกมาได้ (แต่กว่าจะได้ก็สาหัสสากรรจ์มากมาย)

ขอยอมรับว่าพวกเราทำงานเป็นทีมดีมาก><,, ปลื้มๆ 55

แถมมีตีตารางเป็นช่องๆ กะจุดสเกลอีก- - (เอากับมันสิ)

 

บ่2..ก็ถึงเวลาตระเวณหาไม้ราคาถูกๆ คุณภาพดีมาเป็นวัสดุในการทำ!

ไปมัน2ร้าน..ก็คุยกันเรียบร้อย( ฉานยืนหลบแดด-*-เลยไม่ค่อยรู้เรื่อง แหะๆๆ)

เอ้อ~มีเรื่องระทึกด้วยระหว่างทางที่จะไปร้านไม้แห่งที่2 -*-

พวกเราก็นั่งรถกระบะที่เพื่อนกอล์ฟ(หม่ำ)เป็นคนขับอยู่ดีดี

ก็เห็นด่านตำรวจมาแต่ไกล..ใจคอชักไม่ดีล่ะมั้งงานนี้- -; (เห็นมอไซด์โดนจับไถเยอะมาก)

มาตั้งอะไรกันวันนี้ค้าบบบบบ = =* มีเพื่อนแอบบ่นว่า สงสัยเงินเลี้ยงนมลูกจะหมด-*-

เลยมาตั้งด่านหาเงินเข้ากระเป๋า เจริญแท้~ - -*

ไอเราก็หันไปถามเพื่อนกอล์ฟ..'กอล์ฟ..แกยังไม่ทำใบขับขี่ใช่มะ..'

'อื้ม~' มันตอบหน้าตาระรื่นมากค่ะ-_-

แต่ไมต้องห่วงนะคะ เพื่อนของเราคนนี้ขับด้วยความชินาญทางเทคนิคอย่างสูง!

มันขับรถมานานมากกกกกกก เป็นปีๆเลย >[]<,,

และแล้ว...รถพวกเราก็เคลื่อนมาถึงด่าน..พี่ตำรวจชูมือ(โบก) ขึ้นทันที=[]=!

อิกอล์ฟก็ไม่จอด! = ='' ขับรถต่อหน้าตาเฉยเลย

พอผ่านด่านมาได้ซักพัก.. 'นี่กอล์ฟ จะดีหรอไม่จอดอ่ะ- -;; กลัวแทนๆ'

'อื้อ มันเป็นด่านวัดความกล้าอ่ะ..วัดว่าถ้าใครกลัวก็จอด แล้วมันก็จะไถไง^^'

'- -*' อ่ะ...เอ่อ...จริงงะ?

ชั่งมันๆ แต่ยังไงเหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี - -* (แอบกลัวคุณตร. งิงิ ขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะY_Y)

 

หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน.. ข้าน้อยเลยแว๊ะไปหาสุดที่เลิฟ><,, แหะๆๆ

คิดถึงมากเลย T^T~ ปิดเทอมก็ไม่ค่อยได้เจอกัน เศร้า~~

พอเย็นๆ ต้องมารอท่านพ่อท่านแม่...ก็เลยซื้อหนังสือมาอ่าน

ราคา290บาท  = =; ยังจะจำ งิงิ~~ เรื่อง 'พิศวงมนตร์ซาตาน'

 

PS* จูเนียร์~ ร้อนชิบ...

                      แต่หนุกดีนะ.. ฮ่าๆๆๆ

2008/Sep/28

และแล้ว..ก็ได้ออกไปเที่ยวไหนๆ กับครอบครัวซะที หุหุ..

ที่จริงก็ไม่ใช่เที่ยวหรอกนะคะ - -*

แค่ไปนั่งรถเป็นเพื่อนคุณป๊า ขับไปดูที่ทำงานใหม่! *o*

พ่อฉานย้ายงาน -0- แถมซื้อรถใหม่ด้วยO[]o!!

แอบงงมาก- - ร้อยวันพันปีท่านพ่อไม่เค้ยไม่เคย สปอยด์เรื่องรถๆ ซักครั้ง

เหตุใด คราวนี้ถึงซื้อรถล่ะท่าน!? = =

ถามไปก็เท่านั้น- -* เอาเป็นว่าวันนี้ไปนั่งรถเที่ยวเล่นกินลมชมวิวกับครอบครัวละกันน่ะ

ลัลล้า~~ระหว่าง2ข้างทาง...ก้มีวัวเดินดึ๊บๆ มาเป็นฝูง=[]=*

ไอน้องชายสุดเลิฟ...มาร์ค ก็ตะโกนขึ้นว่า

"เห้ยเจ้!! ไมมาอยู่บนรถอ่ะ"

"- - เปนไรห๊ะแก" งงรับประทาน??

"เอ้า! ไมไม่ลงไปเดินกับเพื่อนๆเล่า! วู้~ลงไปเลยไป"

มันไม่พูดเปล่า ทำท่าดันหลังฉานอีกตะหาก - -

"-_,-*"

"ลงไปเด๊ะ!! ชิ่วๆๆ"

"อิเด็กบ้า!!-*-ตายซะ!!"

"แว๊กกกกกก!!"

แล้วพวกเรา2พี่น้องที่รักกันมั่กๆ ^^* ก็นั่งเล่นกันอย่างสงบสุขบนรถ-..-

 

หลังจากท่านพ่อขับรถไปดูที่ทำงานใหม่เรียบร้อยแล้ว

พ่อก็พาพวกเรามากินสุกี้! **[]**~ ณ ร้าน'เรืองเพรช'

เป็นร้านสุกี้ร้านหนึ่งที่ขึ้นชื่อ ><,, อร่อยนะๆๆ

พวกเราก็ยัดเข้าปากไม่ยั้งมือ 555+

สุขีสโมสรล่ะงานนี้ อดอยากปากแห้งอยู่ที่บ้านมานมนานT_T

ได้อิ่มหนำสำราญกับเขาซักที วิ้วววว~~>[]<,,

(พนักงานบริการใส่ชุดสีชมพูด้วย...น่าร้าก..><)

 

กินอิ่มกันเป็นที่เรียบร้อย..ก็ไปต่อกันที่Big C เจ้าค่ะ^^

ไม่ต้องคิดว่าจะไปหาอะไรกินอีกนะ  - -* เพราะตอนนี้ยัดอะไรก็ไม่ลงแหล่ว..

แม้แต่จุ๊บปาจุ๊บก็เอาเหอะ..ขอบาย~~- -*

 

ได้ไปวัดสายตาใหม่ด้วยแหละ...สั้นขึ้นอีกตะหาก - -โอ้วมายก็อด!!

T_T เลยซื้อคอนแทคซะ2กล่อง (หมดตุด)

แล้วก็ซื้อของใช้นู่นนี่ๆ เต็มไปหมดเลย

ไอเราระหว่างรอแม่..(ไปธนาคารมั้ง) เลยเดินเข้าB2S

เจอ 'เซวีน่า' เล่ม5!! วางอยู่บนหิ้ง(ชั้น)หนังสือ*-*

ว้าวววว~~~นึกว่าจะจบแค่4เล่มซะอีก-.-

ใครยังไม่อ่านลองไปหาอ่านดูนะคะ^^ สนุกๆๆ

หลังจากซื้ออะไรไปเยอะแยะตาแป๊ะไก่แล้ว...

ก็ตรงดิ่งกลับบ้าน-0-//

เพราะอยู่ไปก็ซื้ออะไรไม่ได้ (ตังหมด- -) เศร้าแท้...

 

PS (จูเนียร์)* ร้อนนนน!!!

                      * ปวดหัว!!!!

                      * มึน!!!!-*-

 

edit @ 28 Sep 2008 16:00:09 by A P F 3 L Z I N :3

2008/Sep/27

และแล้ว..วันนี้นู๋ส้มก็ว่าง - -* นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน Y_Y

ไม่มีอะไรทำแล้วรู้สึกมันส์ๆ บ้างเลยให้ตายเซ่ะ-*-

แอบเซ็งนิดๆ...

วันนี้ส้มเลยเป็นนักท่องเน็ตไปโดยปริยาย แหะๆ^^*

เข้าเว็ปนู้น ออกเว็ปนี้ ก็สนุกเหมือนกันนะคะ ><,,

เปิดไปเจอข่าวของ"ลีน่าจัง" ก็ต๊กกะใจ! - -*

ไอเราตกข่าว!! T[]T ข่าวที่ว่าคือ...อีกแล้ว! ทีม "ลีน่าจัง" จมน้ำ ตายสลด!

แอบน่ากลัวเล็กน้อย...ใครที่ยังไม่รู้ก็ไปหาอ่านนะคะ จะได้ไม่ตกข่าวเหมือนนู๋-*-

น่าสงสารภรรยาของผู้ตายมากเลย T_T แถมกำลังตั้งท้องซะด้วยอะ...

เฮ่อ....เศร้า....

 

แต่ที่สลดกว่า...นั่นคือ...อันตรายได้อีก! อย.สั่งเก็บ "ขนมรูปหมีโคอาล่า-ไอศกรีมวอลล์มู รสนม"

โอ้ววววว จอร์จ!! ไม่นะ -*-  ข้าน้อยยิ่งชอบๆ กินอยู่ แงๆๆๆ

ถ้าใครนึกไม่ออก... มันมีหน้าตาแบบนี้แหละค่ะ

T____T ฮือ...ลาก่อนน้องหมี...(รั่วได้อีกแน่ะ - -)

แล้วก็...เจออีก 6 สั่งเก็บแล้ว...ขนมจากจีน "โอริโอ-เมนทอส-m&m"

แงะ! (กะจะไม่ให้มีอะไรกินเลยใช่ป้ะ - -*) ของชอบทั้งน้านนนน

โห่ๆๆๆๆ งานนี้ต้องโทษชาวจีนที่ทำของก้อปปี้ออกมาแหละค่ะT_T

"อย.เข้มสั่งเก็บแล้ว 6 สินค้ามีส่วนผสมนมจากจีน หวั่นปนเปื้อนสารเมลามีน

ประกอบด้วย เวเฟอร์ โอรีโอ ช็อกโกแลต โดฟ เอ็มแอนด์เอ็ม สนิกเกอร์ เมนทอสรสผลไม้รวม

ขนมปังกรอบรสกาแฟ ตราเหมาฮวด"

เซ็งเลยคับพี่น้อง ซิกๆๆๆ T___T,,

 

PS. ขอไว้อาลัยน้องหมีอีกรอบU________U

edit @ 27 Sep 2008 22:11:53 by A P F 3 L Z I N :3

2008/Sep/26

อะแฮ่มๆๆๆ ไม่ได้มาอัพนาน(โคตร) = =

เมื่อวานเหนื่อยม้ากมากกกกก ไปประชุมลับกับเพื่อนๆ มา แหะๆ

เรื่องกีฬาสีน่ะ สีพวกเราคือสีเขียว~!!

ซึ่งเมื่อวานก็ร่างรูปแบบสแตนด์กันล่ะ...

เปิดหนังดูกันทีละฉาก ล่ะฉากเลย ฮ่าๆ(ละเอียดละออ จริงๆ)

อย่างThe Lordฯ เงี้ย นั่งวาดหอคอยแทบตาย-0-;;

Harry เงี้ย (ภาค1)ก้วาดหุ่นที่อยู่ในหมากรุกเวทย์งะ

คงจะเปนควีนล่ะมั้ง -.,-ตัวที่ใช้ดาบจิ้มรอนงะ

(รอนคงเจ็บน่าดู=_=* เริ่มวกกลับเข้าอะไร yๆ)

ก็สรุปโดยรวมๆ แล้วก็ออกมาดี(มากกกก)

คนวาดเลือดตาแทบกระเด็น - - ใช้เวลาทั้งวันเลย

ตกเย็นพวกเรา(คนทำสแตนด์)ก็เดินทางไปให้พี่ที่คุมหลีดมือดูแบบ

"อุ๊ย เริ่ด!" นี่คือคำที่พี่เค้าพูด

ทำให้พวกเราภูมิใจมากเลยแหละT^T ดีจังๆๆ

ความพยายามเนี่ยดีจังเลยนะ><,, ผลออกมาดีกว่าที่คาดอีก อิอิ

วันจันทร์หน้าเลยนัดกันมาทำสแตนด์เลย! *[]*

ไฟแรงจริงๆ เลย ฮ่าๆๆๆๆ

ปัญหาก็คือ...จะใช้ไฟหรือโฟมดีนี่สิ...

อยากให้มันออกมาเป็น3 มิติน่ะ

ถ้าทำได้มันคงจะสวย(มากๆ) ^^

ก็คงต้องพยายามให้มากที่สุดเนอะ...

ก็กีฬาสีน่ะ ปีนึงจะมีครั้งเนอะ..

เพื่อสีเขียว เพื่อห้อง2~!! สู้เว้ยยยยย(ค่ะ)^[]^//

 

PS. #TOUCH>>เริ่ด!>[]<,,

      รักพวกแก...เพื่อนๆ ทับสองงงงงT[]T,,,

 

2008/Jul/16

 *ขอแต่งเกี่ยวกับเพื่อนๆ ฉบับรั่วๆ เรทๆนะ 555+

[ ณ โรงเรียน เวลา 07:44 นาที]

 

'ตึก  ๆ ๆ ๆ ..' ชายหนุ่ม..(แต่หน้าออกไปทางแต๋ว)นามว่าโป้ วิ่งกระหืดกระหอบอย่างรีบร้อน...

'เฮ้ยๆๆๆ ไม่นะๆๆๆ ขอให้ทันด้วยเถิ้ดดดดด>/\<'

"แกร๊ก!" เสียงปิดประตูอย่างไม่ปรานีปราศํยจาก...อาจารย์..อาราเล่

"O [] O!!"  <<-หน้าของโป้

"^-^"<<-หน้าอาราเล่

"O_O;"<<-โป้

 "^_,^+"<<-อาราเล่

"=[]=!!"<<-โป้

"-_- ไปนั่ง!! ยังจะมาทำหน้าพิลึกอีก"

"คร้าบ..U_U"

และแล้ว..โป้..ก็ต้องเดินคอตกไปนั่ง ณ แถวสาย..เป็นคนแรกของวัน(หุหุ)

 

2008/May/12

เอกสารกองพะเนินบนโต๊ะเพิ่งจะถูกสะสางไปได้ครึ่งเดียวเท่านั้น ไคโตะกดเรียกผู้ช่วยให้เอากาแฟมาเสิร์ฟ ก่อนเอนหลังพิงพนักนุ่มของเก้าอี้ทำงานตัวโตแล้วพักสูบซิการ์แก้เครียดไปพลาง นอกจากมีประชุมแต่เช้าแล้วยังต้องรับลูกค้าชาวต่างชาติอีก และถ้าเขาฟังไม่ผิดเย็นนี้ก็มีเลี้ยงรับรองอะไรสักอย่างที่เลขาฯของเขาแนะนำว่าควรจะโผล่หน้าไปสักแวบ
กาแฟมาถึงพร้อมกับเอกสารอีกหนึ่งแฟ้มเล็ก นัยน์ตาดำรีหรี่มองชายร่างโปร่งที่ยังคงนิ่งเฉย
“ทำไมงานวันนี้มันมากจังล่ะหา?”
“ก็ท่านประธานเลิกงานเมื่อวันศุกร์เร็ว แล้วเสาร์ท่านก็ให้ผมเลิกตารางงาน มันก็ต้องมารวบยอดโปะเอาวันนี้แหละครับ”
คิระตอบเรียบๆ
“วันเสาร์ฉันก็อุตส่าห์ปลีกตัวไปประชุมย่อยกับตัวแทนบริษัทไอจิแล้วไงล่ะ”
“พูดถึงเรื่องนี้ หัวหน้าฝ่ายมิจิบะฝากไวน์โรมาเน่ กองติปี 90 มาให้ด้วยครับ บอกว่าเป็นการขอโทษที่เสียมารยาท”

คิ้วเข้มขมวดเมื่อนึกถึงตัวการที่ทำลายบรรยากาศเมื่อคืนนั้น ถ้าไม่เห็นแก่ความที่เป็นคู่ค้ากันซ้ำเป็นคนธรรมดานอกวิถียากุซ่าแล้วล่ะก็ ป่านนี้...
“อีกเรื่อง...ท่านประธานไม่ควรให้ผู้ติดตามแยกไปงตัวนักนะครับ เรื่องนี้ควรจะเป็นพื้นฐานการระวังภัยอันดับแรกแท้ๆ”
“รู้แล้วน่า”
เขาพ่นลมออกจมูกแบบรำคาญ “ฉันเองก็ไม่ได้บอกห้ามนี่ แค่ให้อยู่งหน่อย ขืนไปไหนก็มีแต่คนติดตามฝูงใหญ่...เดี๋ยวเขาก็กลัวกันหมด”
ไม่ต้องลงสัยเลยว่า ‘เขา’ น่ะใคร
“เออ ต่อไปนี้ให้ติดตามเหมือนอย่างเคยก็แล้วกัน” ไคโตะรีบรับเมื่อเห็นคิระมองลอดแว่นจ้องมา สายตาตำหนิแบบนิ่งเงียบนี่มันกวนโมโหเสียไม่มีล่ะ
“อ้อ บ่ายพรุ่งนี้ท่านประธานสมาพันธ์ฯนัดเลี้ยงน้ำชาด้วยครับ”
แก้วกาแฟที่กำลังจรดริมฝีปากชะงัก ประธานสมาพันธ์เขตคันโตคือคุโรดะ มาซาฮิเดะ หรือลุงแท้ๆของเขานั่นเอง คงจะไม่เป็นการเกินไปถ้าจะพูดว่าชายหนุ่มคือหลานคนโปรดที่ลุงเอ็นดูยิ่งกว่าลูกในไส้เสียอีก แต่นั่นอาจเป็นเพราะลูกที่เกิดจากภรรยาหลวงเป็นผู้หญิง ส่วนลูกที่เกิดจากภรรยาน้อยดันเป็นผู้ชาย เลยวางตัวไม่ถูกว่าควรจะรักลูกรักเมียคนไหนดี กระนั้นมาซาฮิเดะก็เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมและน่าเกรงขามตามแบบฉบับของวิถีลูกผู้ชาย
“ถ้าอย่างนั้นก็จัดของเยี่ยมเสียหน่อย เอาเป็นอุเมะฉุ (เหล้าบ๊วย) กับขนมญี่ปุ่นร้านโทวะที่กินซ่าก็แล้วกัน”
“ทราบแล้วครับ”
เขาก้าวเข้ามาวางเอกสารเพิ่มให้ที่กอง “ส่วนสูทไซส์เล็กที่สั่งตัดเอาไว้ ทางคุณโมริแจ้งมาว่าจะเสร็จทันปลายสัปดาห์”
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าสูทพวกนั้นไคโตะใส่ไม่ได้แน่นอนก็ยังจะย้ำคำว่าไซส์เล็กให้สะกิดใจเล่นเสียอีก หากคบกันมานานพอจะรู้ว่านี่ล่ะคือการแซวตามแบบฉบับของคิระ ประธานหนุ่มส่ายหัว
“ตกลง จะไปไหนก็ไปได้แล้ว ฉันจะทำงาน”
มือใหญ่โบกไล่เอาดื้อๆ ก่อนจะคว้าเอกสารมาเปิดอ่านทำทีเคร่งเครียด ซึ่งคุณเลขาฯก็ไวพอที่จะเดินออกนอกห้องไปจริงๆก่อนเจ้านายจะของขึ้นด้วยข้อหาพูดจาถูกต้องมากเกินไป
...
ประธานบริษัทคุโรดะได้เงยหน้าจากกองงานอีกทีก็ล่วงเวลาบ่าย 4 แล้ว ไม่รู้ทำไมถึงเวลานี้มันจะรู้ตัวขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ปลายนิ้วลูบคางนั่งคิดอะไรพักหนึ่ง ก่อนล้วงเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด...
[“ครับ?”]
ปลายสายที่รับเร็วทำให้ไคโตะยิ้มออก
“ตอนนี้อยู่ที่ไหนน่ะ?”
[“ก็อยู่ที่โรงเรียนสิ ถามแปลก”]
เสียงใสๆยียวนกลับมา
“เลิกเรียนแล้วไม่ใช่เหรอ?”
[“ก็ใช่ แต่วันนี้ผมเป็นเวรทำความสะอาด”]
เสียงแบคกราวน์ที่ดังกึงๆนี่คือเสียงลากถังขยะลงบันไดเองสินะ
“วันพุธเลิกเร็วใช่ไหม กี่โมงน่ะ?”
[“บ่าย 3:30 ทำไมเหรอครับ?”]
“ก็...”
เขาเว้นจังหวะใช้ความคิดหาข้ออ้างพักหนึ่ง “วันนั้นสูทที่สั่งตัดอาจจะเสร็จแล้ว เลยอยากให้มาลองดูว่าพอดีมั้ย”
[“อืมม...”]
เด็กหนุ่มอ้อมๆแอ้มๆ พูดเสียงอ่อย [“วันพุธผมมีนัดแล้ว”]
“นัดไปเที่ยวกับเพื่อน หรือว่า...”
ร่างสูงแกล้งทำเสียงเข้มข่มขู่เล็กน้อย
[“กับ...เพื่อน”] เว้นไปอึดใจ [“ผู้หญิง”]
คิ้วเข้มขมวดกระตุก ท่าทางจะเป็นเด็กสาวเมื่อวันนั้นแน่
“ผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า?”
[“ใช่...แต่อย่าเพิ่งโกรธนะ”]
อากิระรีบบอก เผลอทำเสียงอ้อนไม่รู้ตัว [“แค่ไปเที่ยวเฉยๆจริงๆไม่มีอะไรกันเสียหน่อย”]
ถ้อยคำแก้ตัวที่ฟังแล้วน่ารักเกินคาดชวนให้ใจอ่อนอยู่ไม่น้อย ไคโตะลองแกล้งเงียบดู
[“นี่...”] อีกฝ่ายเริ่มกระวนกระวาย [“ยังอยู่หรือเปล่าน่ะ?”]
“...”
[“แค่ไปเดินแถวชิบุยะเอง ผมจะกลับบ้านไม่เกินทุ่มน่า รับรองได้เลย”]
“6 โมงเย็น”
เขาต่อรอง
[“6 โมงครึ่งละกัน เนี่ยเร็วจะแย่แล้วนะ”]
“หึๆ ก็ได้ ยกให้ครั้งหนึ่ง แต่คราวหน้าไม่มีอีกแล้วนะ”
[“รู้แล้ว บังคับกันจัง”]
เสียงบ่นงึมงำไม่จริงจังนัก [“เท่านี้ก่อนนะฮะ เพื่อนผมรออยู่”]
“อืม แล้วเจอกัน”

ปลายสายกดวางไปแล้ว มือใหญ่พับปิดฝาโทรศัพท์มือถือ แล้วหยิบเอกสารที่ยังคั่งค้างอีกไม่กี่ชุดมาทำต่อ คงไม่มีอะไรน่าห่วง...หรือถ้ามี การได้ลงโทษกำราบแมวดื้อก็ฟังดูเป็นเรื่องน่าสนุกไม่น้อยอยู่เหมือนกัน...
...
นิ้วเรียวกดตัดสายก่อนเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงไว้ตามเดิม ถอนใจโล่งนิดๆที่อีกฝ่ายไม่หงุดหงิดอย่างที่คาด แล้วก็สบายใจที่ไม่ต้องโกหกด้วยเพราะขืนโดนจับได้ทีหลังมีหวังซวยกว่าครั้งที่แล้วหลายเท่า เอ...แต่แบบนี้ มันเหมือนกลัว...แฟน...เลยนะ?
“บ้าน่า!” ริมฝีปากบางขมุบขมิบว่าตัวเอง ใช่แฟนเสียที่ไหน มันก็แค่...ความสัมพันธ์ทางกาย...ต่างหากเล่า
เด็กหนุ่มเดินลากถังขยะเลี้ยวผ่านมุมตึกเพื่อจะขึ้นบันได แต่แล้วก็ถูกคนที่เดินสวนลงมากระแทกไหล่จนเซ
“เฮ้! ระวังหน่อยสิ” อากิระหันขวับด้วยความฉุน
แต่แทนที่จะได้รับคำขอโทษ เจ้าหมอที่เป็นคู่กรณีหันกลับมาพ่นเสียงหึออกจมูกด้วยท่าทางกวนอวัยวะเบื้องต่ำสุดๆ หน้าตาคุ้นๆ...อยู่ปีเดียวกันนี่หว่า รู้สึกจะเป็นนักกีฬาเบสบอลชื่อซาโต้ หรือคาโต้ อะไรเนี่ยแหละ
ทว่ายังไม่ทันได้ต่อความยาวฝ่ายที่จงใจชนก็เดินหนีไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้ร่างเล็กเขม้นมองอย่างขัดเคือง คนอะไรวะ หาเรื่องกันนี่หว่า จำไม่ยักได้ว่าไปทำอะไรมันตั้งแต่เมื่อไร แน่จริงกลับมาต่อยกันสิวะ!
คิดบ่นไปพลางเดินฮึดฮัดกลับเอาถังขยะขึ้นไปไว้บนห้อง แต่ไม่นานนักระหว่างหิ้วกระเป๋าเดินกลับบ้าน พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องสัพเพเหระกับจินไน เขาก็หลงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท...

**********

อีกฟากของกำแพงสูงหนาที่มีลวดไฟฟ้าเดินโดยรอบคือคฤหาสน์ญี่ปุ่นชั้นเดียวเรือนใหญ่สร้างด้วยไม้ ล้อมบริเวณด้วยสวนหิน บอนไซ และบ่อน้ำที่เลี้ยงปลาคาร์ฟหลากสีเอาไว้เต็ม ไคโตะเดินตามพ่อบ้านผ่านสะพานไม้ระแนงที่มีหลังคาคุ้มทอดยาวจากเรือนหน้าไปถึงเรือนใหญ่ ฝนที่เพิ่งหยุดทำให้ไอเย็นชื้นครอบคลุมไปทุกพื้นที่ เสียงน้ำหยดลงกระทบแอ่งน้ำเล็กๆฟังแล้วรู้สึกถึงความสงบร่มรื่น
เมื่อมาถึงหน้าประตูฉากไม้บานเลื่อนของห้องโถงใหญ่ พ่อบ้านยามิก็ยอบตัวลง ไคโตะคุกเข่ารอ
“นายท่านครับ คุณชายใหญ่มา”
“เออ เข้ามาเลย”
พอได้รับอนุญาตพ่อบ้านจึงเลื่อนเปิดประตู
“คุณลุง ไม่ได้พบกันนาน สบายดีหรือครับ?” ร่างสูงค้อมศีรษะทักทาย
“อืม สบายดี ไม่ต้องมากพิธีหรอกคนกันเอง เข้ามาเลย” มาซาฮิเดะกวักมือเรียกหลานชายให้มานั่งใกล้ๆ
“วันนี้ผมเอาอุเมะฉุกับขนมร้านโทวะมาฝาก” ว่าพลางยื่นข้าวของในมือให้พ่อบ้านไปจัดการจัดสำรับให้เรียบร้อย แล้วจึงเข้ามานั่งบนเบาะฟูกฝั่งตรงข้าม
มือใหญ่และหยาบกร้านยกการินน้ำชาโฮจิให้ กลิ่นใบชารมควันหอมกรุ่นเข้ากับบรรยากาศของเรือนแบบญี่ปุ่นแท้
“เป็นยังไงบ้างล่ะ กิจการ รุ่งเรืองดีนี่นะ?”
“ก็เป็นไปได้ด้วยดีครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะได้บริษัทรับเหมาก่อสร้างของคุณลุงนั่นแหละ ผมเลยตัดปัญหาอะไรจุกจิกไปได้เยอะเลย”
เขายกชาขึ้นจิบ
“น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าน่า ยุคเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ก็ได้งานก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ตของแกนี่ล่ะ มาช่วยให้มีงานทำมั่ง”
“หึๆ ผมบอกแล้วไง ทำธุรกิจอะไรที่รวยเร็วที่สุด”
ริมฝีปากได้รูปยิ้มทีเล่นทีจริง “ก็ทำธุรกิจกับคนรวยไงครับ ยิ่งหรู ยิ่งแพง ก็ยิ่งมีคนบ้าแต่กระเป๋าหนักเข้ามาใช้บริการ”
“ฮะๆ พูดอีกก็ถูกอีก ติดแค่คนบ้าที่ว่านั่นคงเหมารวมพวกเราไปด้วยละมั้ง”
เขาหยุดเว้นจังหวะเมื่อพ่อบ้านนำขนมจัดแบ่งใส่จานมาเสิร์ฟให้ “แต่ว่านะ...ลูกผู้ชายย่อมต้องรู้รสในสุนทรีย์”
เอ่ยก่อนใช้มีดไม้ตัดจิ้มขนมส่งเข้าปาก แล้วทำท่าพอใจ
“วันนี้ไม่มีใครอยู่หรือครับ?” ไคโตะถามเพราะเห็นว่าเงียบกว่าทุกครั้ง
“ป้าเขาไปดูผ้ากิโมโนในเมืองน่ะ สำหรับงานของยูกิโกะ ส่วนวาตารุก็คงดูหนังสืออยู่ที่เรือนหลังเล็กของเขานั่นแหละ แม่เขาก็อยู่ด้วย”
งานที่ว่า คืองานหมั้นของลูกสาวที่เกิดจากภรรยาหลวงของมาซาฮิเดะ ปีนี้เธออายุ 24 ปีแล้ว เป็นวัยที่ควรจะออกเรือนพอดี ว่าที่คู่หมั้นคือลูกชายรัฐมนตรีคุรางิ ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาฯของพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ อายุงจากเธออยู่ราว 6-7 ปีได้ นับว่าเหมาะสมกันไม่หยอก
“งานหมั้นจะมีในอีกสองเดือนใช่ไหมครับ แล้วงานแต่งล่ะ?”
“กำหนดฤกษ์เอาไว้ต้นปีหน้า ไม่ได้รีบร้อนอะไรนี่นะ”
“ก็ดีครับ ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะฮะ”
เขายิ้มให้
“ดีก็ไม่เถียง แต่...เฮ้อ” นัยน์ตาคมดุหรี่มองหลานชายแล้วส่ายหน้า “ฉันยังอยากให้ได้แต่งกับแกมากกว่า
ไคโตะส่ายหน้ายิ้มๆ เขาเข้าใจดีว่าคุณลุงอยากให้ทั้งเขาและยูกิโกะเป็นฝั่งฝา ทั้งด้วยความเป็นญาติกันก็เข้าทำนองเรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน ทว่า...
“ก็ผมบอกคุณลุงแล้วว่าผมน่ะชอบทั้งผู้หญิงและผู้ชาย คงจะแต่งงานกับใครไม่ได้ง่ายนักหรอกครับ คนที่มาเป็นเจ้าสาวอาจจะช้ำใจเปล่าๆ”
“เฮ้อ ก็นั่นน่ะสิ แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ ฉันกับเจ้าโทชิอากิดันอุตริเอง”

มือกร้านลูบเคราสากอย่างหนักใจ เรื่องนี้จะท้าวความก็ต้องย้อนไปถึงตอนที่ไคโตะโตแตกเนื้อหนุ่ม เขากับน้องชายก็พาลูกพาหลานเที่ยวย่านสถานเริงรมย์จนปรุ ทั้งกิน ดื่ม ดูระบำรำฟ้อน เที่ยวเกอิชา แต่นอกจากนั้นยังไปเที่ยวโรงน้ำชาด้วยน่ะสิ แล้วเจ้าหลานชายตัวดีที่อารมณ์ขณะนั้นทั้งเมาทั้งอยากลอง ก็ดันไปติดใจคาเงมะอันดับหนึ่งเข้าเสียได้ เลยรับได้ทั้งสองขั้วตั้งแต่นั้นมา
“ไม่ต้องกลุ้มใจไปหรอกครับ ตอนนี้ยูกิโกะก็ใกล้หมั้นเต็มทีแล้ว ทั้งทางฝ่ายนั้นเขาก็มีคุณสมบัติพร้อมไม่ใช่หรือครับ”
“ถ้ารัฐมนตรีมือสะอาดจริง มีหรือที่เขาจะอยากมาเกี่ยวดองกับยากุซ่า”
มือเปลี่ยนจากถือถ้วยน้ำชามาเป็นแก้วอุเมะฉุเย็นชื่นใจ “แต่จะถือว่าเสมอกันก็ได้ อย่างว่าแหละนะ การเมืองน่ะ พอลงไปเล่นมันก็ต้องสกปรกกันบ้างอยู่แล้วไม่มากก็น้อย ก็เหมือนกับการเป็นยากุซ่า”
ร่างสูงพยักหน้ารับฟังเงียบๆ ฉับพลันบรรยากาศในห้องนั้นก็ดูจะจริงจังขึ้นมา
“วิถีของยากุซ่า คือวิถีลูกผู้ชาย ที่ยอมให้มือสกปรกได้เพื่อเก็บกวาดเมืองที่เขาอาศัยให้สะอาด” เสียงทุ้มห้าวเอ่ยเบาทว่าหนักแน่น “แต่สมัยนี้มันมีบ้าปลายแถวหลายตัว ที่ตีความหมายว่ายากุซ่าคืออันธพาล แล้วมันก็ทำตัวยิ่งกว่ากาฝากเสียอีก!”
ใบหน้าที่รกครึ้มด้วยหนวดเคราขทึง
“มันเกาะต้นไม้ที่มันหาเอง ฉันไม่ว่า อาจจะรำคาญลูกตา แต่ตอนนี้ที่มันคิดแพร่ระบาดมาจะมารังควานต้นไม้ที่อยู่ในความดูแลของคุโรดะ อย่างนี้มันจะให้เฉยก็ไม่ไหวแล้วมั้ง”
“เรื่องนั้นผมก็กำลังจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิดแล้ว แต่พวกนั้นก็ดำเนินการได้เงียบทีเดียว”
“ตัวหลักก็คือวาตานาเบะ ถึงมันจะยังเข้ามาชูคอในสมาพันธ์ไม่ได้ แต่เงินหนาทีเดียว แน่นอนล่ะว่าไม่สะอาด ถึงอย่างนั้นหลักฐานต่างๆก็ยังมีน้อยมาก และที่สำคัญ...”
“ไม่รู้ว่ามีคนในหนุนหลังมันด้วยหรือเปล่า”
ไคโตะต่อให้
“อืม ถ้าจะนับตามสาย วาตานาเบะเป็นแก๊งค์ลูกระดับสองของคิมุระ แต่ที่จะคิดเอาง่ายๆว่าคิมุระมีส่วนน่ะมันตื้นเกินไป” กลุ่มคิมุระเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของสมาพันธ์ฯ ซ้ำยังคุ้นเคยกันดีเสียด้วยสิ
“ทราบแล้วล่ะครับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ” นัยน์ตาคมหรี่ลงคล้ายคิดการณ์อะไรบางอย่าง
“อืม ฝากด้วยนะ ลุงเองในฐานะประธานสมาพันธ์ฯจะให้ไปรังแกเด็กน่ะคนอื่นจะครหาเอาได้ ตำแหน่งประธานกลุ่มคุโรดะเจ้าโทชิอากิก็ทิ้งไว้ให้แกตั้งนานแล้ว ช่วยหน่อยก็แล้วกัน”
“ถึงคุณลุงไม่ขอ ผมก็ไม่คิดจะเฉยอยู่แล้ว ขอแค่พอถึงเวลาที่จะจัดการกับพวกกาฝาก ทางสมาพันธ์ฯช่วยรับรองผล และกันกลุ่มอื่นไว้วงนอกด้วย นอกนั้นผมจะดูแลเอง”
มาซาฮิเดะพยักหน้ารับเป็นการตกลง จากนั้นในห้องญี่ปุ่นสีใบไม้แห้งก็เงียบลงไปครู่หนึ่ง...
“อยู่กินข้าวเย็นก่อนสิ อีกสักเดี๋ยวป้าเขาคงกลับมาแล้วล่ะ”
ชายผู้อาวุโสกว่าชวนขึ้นมาลอยๆราวกับรู้ เพราะอีกสักพักหลังจากนั้น พ่อบ้านก็มารายงานว่านายผู้หญิงกับลูกสาวคนโตกลับมาถึงบ้านแล้วพอดี...

**********

“นี่ ดูสร้อยเส้นนี้สิ เหมาะกับฉันมั้ย?” เรียวแขนเล็กเกี่ยวเกาะแขนอีกฝ่ายฉอเลาะ ให้ดูข้อมืออีกข้างที่มีสร้อยสีเงินๆกับลูกปัดร้อยกันเป็นพวงกระจุ๋มกระจิ๋ม
“สวยดีนี่ เหมาะกับต่างหูคู่นั้นเลยนะ” อากิระปั้นยิ้มเอาใจ สงสัยต้องซื้อเส้นนี้ให้อีกแล้วมั้ง แต่แค่พันกว่าเยนเอง ช่างเหอะ
ฟูจิฮาระยิ้มกว้าง เธอยืนลองกิ๊บติดผมอยู่หน้ากระจก ขณะที่เด็กหนุ่มปลีกตัวนำต่างหูกับสร้อยมาคิดเงินที่เคาท์เตอร์ ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ วันนี้ต้องกลับเร็วฟูจิฮาระก็เลยงอนสะบัด ต้องแก้ตัวด้วยของกำนัลเอาอกเอาใจเล็กๆน้อยๆแบบนี้แหละ ทั้งหมดก็เพราะอีตายากุซ่าชอบวางอำนาจคนนั้นคนเดียว เพราะงั้นค่ากินค่าเที่ยววันนี้ นายจ่ายเสียดีๆเหอะ คิดแล้วก็ควักบัตรทองจ่ายอย่างไม่ลังเล
เหมือนกับแหวนทองคำวงนั้น บัตรเครดิตใบนี้ไคโตะก็ยืนยันให้เขาเก็บไว้เช่นกัน โดยบอกว่าอย่าคิดมาก นี่เป็นสิ่งที่เขาสมควรได้อยู่แล้ว ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ไหนๆก็ให้แล้วนี่นะ ก็ไม่รู้หรอกว่าวงเงินของบัตรใบนี้มีเท่าไร ไม่กล้าถามด้วย แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ว่าจะไม่เอาไปใช้ฟุ่มเฟือย รู้สึกไม่ดีถ้าจะต้องพึ่งพาใครสักคนมากจนเกินไป
“ขอบพระคุณมากค่ะ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ”
เสียงพนักงานบอกกล่าวไล่หลังเมื่อเขาทั้งสองคนก้าวออกจากร้าน อากาศดูขมุกขมัวเล็กน้อยเพราะช่วงบ่ายฝนตก
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ” สาวน้อยกระตุกแขนเสื้อ ร่างบางพยักหน้ารับ
“อยากกินอะไรล่ะ?”
“อืม...ไม่รู้สิ ฮามาโนะคุงล่ะ?”

ถ้าถามเขาตอนนี้ล่ะ ต้องราเม็งไม่ก็ข้าวหน้าหมูทอด แต่ขืนบอกไปคงเจอแง่งอนใส่อีกแน่ ไม่น่าหาเรื่องควงหญิงเล้ย
“มอสเบอร์เกอร์ละกัน” พาเข้าฟาสต์ฟู้ดแหละ ง่ายดี เธอตอบตกลง ทั้งคู่จึงเดินไปร้านมอสเบอร์เกอร์ที่อยู่ไม่ไกลนัก...
...
“อ๊ะ! แย่จัง” จู่ๆฟูจิฮาระก็อุทานออกมาเบาๆ แล้วเอียงตัวเหมือนจะหลบใคร
“มีอะไรเหรอ?” อากิระถามขณะพยายามกลืนดับเบิ้ลเบอร์เกอร์คำโตลงคอไป
ใบหน้าใสที่ปั้นลำบากบุ้ยใบ้ไปทางข้างหลัง เด็กหนุ่มค่อยๆหันไปมองตาม...
กลุ่มนักเรียนชายโรงเรียนเคียวเซย์สี่คนกำลังกินไปพลางลอบมองมาทางนี้เป็นระยะไปพลาง หัวเกรียนกันทั้งกลุ่ม คงเป็นพวกนักกีฬา...และ หมอนั่น! คนที่ชนไหล่หาเรื่องเขาเมื่อวันนั้น!
“รู้จักด้วยเหรอ?”
“อือ”
ริมฝีปากเคลือบลิปกลอสส์เบ้นิดๆ “คาโต้เป็นคนที่เคยคบด้วยคนก่อนน่ะ แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้นเอง ไม่รู้ยังมาตามหึงหวงอะไรอีก”
“เธอเคลียร์ แต่ฝ่ายนั้นยังไม่เคลียร์ล่ะมั้ง”
เขายักไหล่อย่างไม่สนใจนัก ถ้าเป็นคนรักเที่ยวเหมือนกันความสัมพันธ์แฟร์ๆแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเผลอไปยุ่งกับคนจริงจังล่ะ จบเกมยากแหงแซะ
“เขามาทำอะไรฮามาโนะคุงหรือเปล่า?” ดูเธอเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน
“ก็...นิดหน่อยน่ะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก” อากิระยิ้มแล้วลงมือจัดการกับเบอร์เกอร์ต่อให้หมดชิ้น
“งั้นเราออกไปจากร้านนี้กันเหอะ”
ร่างบางโคลงหัว สะพายเป้เดินตามเจ้าหล่อน โดยทันเหลือบไปเห็นสายตาไม่เป็นมิตรที่ส่งมาจากเจ้าหัวเกรียนคาโต้ก่อนพ้นประตูด้วย
ฟูจิฮาระเดินนำไปที่ร้านเครปข้างๆร้านปาจิงโกะ ผู้หญิงก็แบบนี้แหละ เมื่อครู่กินแค่เฟรนช์ฟราย แต่พอเป็นของหวานล่ะไม่อั้น จะว่าไปมันก็น่ากินเหมือนกันแฮะ...กล้วยราดช็อคโกแล็ต หรือสตรอเบอร์รี่อัลมอนด์ดี? อืม...ราดทั้งวิปครีมทั้งคัสตาร์ดเลยดีกว่า...
ทว่ายังไม่ทันได้สั่ง สี่คนที่นั่งอยู่ในร้านก็ตามมาถูกแล้ว โธ่ถัง! แม่ฟูจิฮาระคงมาซื้อร้านนี้ประจำสิเนี่ย แล้วแฟนเก่าจะไม่รู้ได้ง้าย
“นี่ คุมิโกะ ขอคุยด้วยหน่อย” คาโต้จงใจเรียกชื่อต้นเพื่อแสดงความสนิทสนม ทั้งที่ความจริงแล้วตอนคบกันก็เรียกแต่นามสกุลทุกครั้ง
เมื่อเห็นว่าเลี่ยงไม่ได้ หญิงกล้าอย่างฟูจิฮาระก็เลยก้าวมาเผชิญด้วย
“มีอะไรเหรอคาโต้ ตามมาทำไมอีกล่ะ?”
“เรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ จู่ๆก็บอกว่าจะเลิกกันน่ะ หมายความว่ายังไง!?”
“ก็เลิกกันน่ะสิ ไม่เห็นแปลก ในเมื่อเราไปด้วยกันไม่ได้”

“พูดเอาเองฝ่ายเดียวแบบนี้ได้ยังไง ฉันไม่รับรู้ด้วยหรอก!” หมอนี่ตื้อชะมัดเลยแฮะ อากิระคิด
“เธอจะรับรู้หรือไม่ ฉันไม่สนหรอก ยังไงทุกอย่างระหว่างเรามันก็จบแล้ว ตอนนี้ฉันคบกับฮามาโนะคุงอยู่ เข้าใจตามนี้ด้วยนะ” ว่าพลางสอดแขนเข้าคล้อง ยิ่งเหมือนราดน้ำมันเข้ากองไฟ ดูท่าคาโต้จะโกรธจนพูดไม่ออก
“อีกอย่าง เลิกโทรมาตื้อ แล้วก็คอยตามรังควาญแบบนี้ได้แล้ว มันโรคจิตนะรู้มั้ย?”
“ว่าไงนะ!?”
“ว้าย!”
เด็กหนุ่มหัวเกรียนฟิวส์ขาด ตรงเข้ามากระชากแขนของฟูจิฮาระ!
“เฮ้ย! หยุดนะ” อากิระผลักคาโต้ออก แล้วดันเด็กสาวให้หลบข้างหลังตัวเอง
“อย่าเสือก! คิดว่าแน่นักเหรอ แค่สาวๆกรี๊ดนิดหน่อย ถุย! หน้ายังกะตุ๊ด”
“อ้าว! สวยเด่!”

ร่างบางเลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าเงื้อหมัดต่อย ด้วยความที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัวเลยโดนถากแก้มไป คาโต้ปรี่เข้ามาจะเอาคืน แต่เพื่อนๆช่วยกันกระโจนห้ามมวยเสียก่อน สองคนรวบตัวคาโต้ไว้ได้ โดยมีคนหนึ่งล็อคไหล่อากิระไว้ แต่คู่กรณีทั้งสองกำลังอารมณ์ปะทุได้ที่ ตั้งท่าจะวัดกันด้วยหมัดลูกเดียว!
“เฮ้ย! เอะอะอะไรหน้าร้านวะ!” เสียงแหบห้าวเหมือนจะเป็นพลเมืองดีเข้ามาห้าม ทว่ารอยบากบนหน้านั่นคงไม่ได้มาจากมีดทำครัวแน่ๆ
“เป็นเด็กเป็นเล็กหัดต่อยกันแย่งผู้หญิงแล้วเหรอ หา!?” ผู้ชายหัวโล้นอีกคนตามมาสมทบ และข้างหลังยังมีพรรคพวกอีกหลายคน เข้ามาล้อมกรอบพวกเขาทั้งหมดไว้
“มามีเรื่องกันที่นี่ก็แย่เซ่! พวกฉันต้องทำมาหากินนะ ดูซิ ทำลูกค้าหนีหมด!” ชายหน้าบากคนเดิมที่ดูจะเป็นหัวหน้าหรี่ตามองข่มขู่ แหวกสูทออกให้เป็นมีดพกญี่ปุ่นแบบยาว เล่นเอาเด็กโรงเรียนเคียวเซย์หน้าถอดสีไปตามๆกัน!
“เอ้า! ว่าไง คิดจะขอโทษกันมั้ยเนี่ย!?” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น
“ขะ...ขอโทษครับ” แต่ละคนพูดกันขึ้นมาทีละเสียงสองเสียง
“เออ! ค่อยยังชั่ว แต่ขอโทษก็ส่วนขอโทษ ค่าเสียหาย...มันก็ต้องจ่ายนะว้อย”
“ใช่!”
คนหัวโล้นสมทบ “ค่าเสียหายทั้งหมด แสนเยน!”
“หา!?”
คราวนี้เด็กๆร้องบ้าง อะไรมันจะขูดรีดกันปานนี้!?
“อ้าว! หนู! แขกที่พวกแกไล่ไปอาจจะมาเสียเงินให้ที่นี่เท่าไหร่ก็ได้นี่หว่า ใครจะไปรู้ แสนไม่พอใจ จะเรียกให้ถึงล้านเลยดีมั้ย!?” หมอนั่นพูดยียวน
ทุกคนได้แต่หุบปากเงียบ ไม่โต้แย้ง อากิระอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีไคโตะอยู่ด้วยตอนนี้ล่ะก็...
“หรือว่า...ถ้าน้องหนูจะมาทำงานด้วยกัน จะยกหนี้ให้ก็ได้นะ แถมเงินด้วยเอ้า!” เจ้าหน้าบากเดินวนไปจับแก้มของเด็กสาวเมื่อมองเห็นชัดๆว่ารูปร่างหน้าตาสะสวย เธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้
“แสนเยน ฉันยอมจ่าย ปล่อยเธอได้แล้ว!” อากิระโพล่งออกไปโดยไม่ทันคิด รู้แต่ว่าเขามีเงินพอจะช่วยเหลือฟูจิฮาระได้
แต่แทนที่พวกนั้นจะพอใจ เปล่าเลย พวกมันกลับทำหน้าถทึงยิ่งกว่าเดิม กรูเข้ามาอย่างจะหาเรื่องเต็มที่!
“รวยนักเหรอวะ เด็กเมื่อวานซืนนี่” มือใหญ่พุ่งเข้ามาคว้าตัว เด็กหนุ่มยกแขนปัดป้องพลางนึกในใจว่าแย่แน่แล้ว ข้อมือถูกกระชากจนเจ็บ เขาหลับตาปี๋...!
“เฮ้ย!” ได้ยินเสียงใครในกลุ่มพวกนั้นอุทานอย่างตกใจ น้ำหนักมือที่จับเปลี่ยนไป สุดท้ายก็ผละออกราวกับจับต้องของร้อน ร่างบางค่อยๆลืมตาดู...ไหงทำหน้าเหมือนเห็นผี?
“แก...แกมีกระดุมนั่นได้ยังไง!?” ชายหน้าบากที่พูดอวดเบ่งเมื่อครู่หน้าซีด ปากคอสั่น ยื่นชี้มายังกระดุมแก๊งค์ที่เขาแอบจิ๊กไคโตะมา
“มีกระดุมแก๊งค์คุโรดะ ก็แปลว่าเป็นคนของคุโรดะ”
ประโยคนี้ไม่ใช่ใครพูดทั้งนั้น หากแต่เป็นผู้มาใหม่ในชุดสูทสีดำ อากิระจำได้ เขาคือผู้ชายพูดน้อยที่ขับรถพาไปซื้อของตอนอยู่ที่โยโกฮาม่านั่นเอง!
ชายผู้นั้นก้าวเข้ามาแทรกกลางวง นักเลงคุมร้านปาจิงโกะต่างก็แตกฮือถอยร่น บางทีอีกปัจจัยหนึ่งคงเป็นพวกกลุ่มยากุซ่าในชุดสูทดำบ้างลายทางบ้างที่กลัดกระดุม ‘คุโรดะ’ หลายคนที่ตามหลังมานั่นด้วย พอเห็นแบบนี้แล้วทำให้รู้ว่าพวกปลายแถวนี่มันคนละเกรดกับยากุซ่าตัวจริงเลยแฮะ
“เห็นว่ามีเรื่องอะไรกันเหรอ หืม?”
“ปะ...ปะ...เปล่าครับ! ไม่มีอะไร เข้าใจผิดนิดหน่อย”
ทีงี้ล่ะพลิกลิ้นเป็นพัลวัน
“เป็นแก็งค์ลูกแต่กลับมามีเรื่องกับเด็กนักเรียนแบบนี้ มันไม่ทุเรศไปหน่อยเหรอ หา? แค่ตักเตือนก็เลิกแล้วต่อกันได้ม้าง?”
“ครับ ได้ครับ พวกผมแค่เล่นกันเลยเถิดไปแค่นั้นเอง”
“เข้าใจกันได้ก็ดี คงไม่มีครั้งที่สองแล้วนะ?”
“ครับ ไม่มีแน่ครับ”
พวกนั้นโค้งแล้วโค้งอีก ตอนนี้จะชี้นกก็ว่านก ชี้ไม้ก็ว่าไม้ล่ะ
“ไม่มีก็จะยืนทำซากอะไรอยู่ล่ะ!?”
ตวาดทีเดียว พวกนักเลงคุมร้านก็หัวหดวิ่งกลับเข้าหลังร้านแทบไม่ทัน อากิระยืนอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะได้สติ
“เอ่อ...ขอบคุณมากนะครับ” เขาค้อมหัวให้
“ไม่เป็นไรครับ ขอให้ระวังตัวด้วย”
ชายร่างสันทัดค้อมตอบอย่างฉาบฉวยเช่นเคย ก่อนจะให้พรรคพวกแยกย้ายกันไป ทว่าอย่างไรเสียคงกระจายกันอยู่แถวนี้เพื่อคอยดูแลเขา...อย่างที่ใครคนนั้นเคยบอก... ริมฝีปากบางอดอมยิ้มไม่ได้ รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด...
แต่ทั้งๆที่นึกว่าเสร็จเรื่องไปที หาก...พอหันกลับมา ทุกคนกลับมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ...
“อะไร?” เด็กหนุ่มยังคิดตามไม่ทัน แต่พวกคาโต้รีบหลบฉากไปด้วยความรวดเร็ว ยังคงเหลือฟูจิฮาระ...
“อ่า...” ร่างบางส่งยิ้มแหย “ยังอยากกินเครปมั้ย?”
“คือ...ฉันนึกได้ว่ามีธุระน่ะ เอาไว้โอกาสหน้านะ” หล่อนยิ้มแห้งๆ ก่อนจะรีบเดินกลมกลืนไปกับฝูงชนตรงไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน
อากิระยืนเคว้ง...นี่เขาทำอะไรพลาดไปหรือเปล่าเนี่ย?

“หึๆ อย่างนั้นเหรอ ฮะๆ”
“นี่! หยุดหัวเราะเลยนะ ไม่ใช่เรื่องน่าขำสักหน่อย”
อากิระแหวใส่ ทำปากยื่นงอน
“ก็...หึๆ เรื่องนี้มันจะโทษฉันไม่ได้นา” ชายหนุ่มพยายามกลั้นเอาไว้ในลำคอ อันที่จริงเมื่อวานนี้อีกฝ่ายก็โทรมาโวยวายกับเขาแล้ว แต่พอได้เห็นสีหน้าบูดบึ้งแบบน่ารักประกอบด้วยนี่มันน่าเอ็นดูกว่ากันเยอะเลยแฮะ
นัยน์ตาคมหวานตวัดค้อน ก็จริงหรอกที่ไม่ใช่ความผิดอะไรของไคโตะ กระดุมนั่นเขาก็เป็นคนมือซนเอง แล้วคนติดตามก็มาช่วยแท้ๆ แต่ว่าความซวยที่มันบังเกิดขึ้นทำให้เขาอยากจะโทษใครสักคนนี่นา มือคว้าแก้วชามะนาวขึ้นมาดูดอึกๆ เอนหลังทิ้งน้ำหนักตัวพิงโซฟาหนังนุ่มสบายในออฟฟิศกว้าง
“แล้วยังไม่ได้อธิบายให้เพื่อนๆเข้าใจเหรอ?”
“อธิบายว่าอะไรล่ะ?”
ร่างบางย้อนถาม “ตอนนี้ใครๆก็เข้าใจว่าผมเข้าแก๊งค์ยากุซ่ากันหมดแล้ว เดินไปไหนมาไหนคนก็หลีกทางเป็นวงอย่างกับมีบาเรียกั้น อย่าว่าแต่จะพูดเลย แค่สบตาก็หายจ้อยเหมือนผมมีเลเซอร์ยิงออกมาจากตาเป็นอุลตร้าแมนงั้นแหละ
พวกคาโต้ที่หายหัวไปน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่ฟูจิฮาระนี่สิแล้วใหญ่ นอกจากจะหลบหน้าหลบตายังเป็นตัวการปล่อยข่าวแถมใส่ไข่เองเสร็จสรรพเป็นอีลูกช่างเม้าท์ไปเลย ให้ตายเหอะพวกผู้หญิง คราวนี้พวกสาวๆที่เคยกรี๊ดกร๊าดให้เขายืมจดเล็คเชอร์บ้าง ลอกการบ้านบ้างก็พลอยลี้หน้าไปด้วย ซวยชะมัด!
“อืม...เพื่อนสนิทเธอล่ะ?”
“ผมก็แก้ตัวไปว่าโรงแรมที่ทำงานอยู่น่ะ เป็นเครือของยากุซ่า แต่...พวกนั้นคงไม่ค่อยเชื่อเท่าไร”

หลักฐานคือทุกครั้งที่เขาเข้าร่วมวงสนทนาทั้งกลุ่มจะเงียบกริบ ทำตาเลิกลั่กมองกันเองแบบระแวงเหมือนอยู่ในป่าช้า พอสองวันเต็มแห่งความอึดอัดผ่านพ้นไปปั๊บเขาก็รีบเผ่นออกจากโรงเรียนมาที่บริษัทนี่ โดยสัปดาห์นี้ชายหนุ่มส่งคนมารับแทนเพราะงานยุ่ง แต่ถึงจะมีรถหรูมารับเขาก็ไม่สนใจแล้วล่ะ มาถึงขั้นนี้อยากจะนินทาอะไรก็เอาเหอะ
ไคโตะเหลือบมองคนที่นั่งแก้มป่องเหมือนปลาทองแล้วอดยิ้มไม่ได้ พลางรามือจากเอกสาร
“อากิระ” ใบหน้ามนหันมาตามเสียงเรียก “มานี่สิ”
มือที่ยื่นมานั้นครั้งก่อนต้องชั่งใจอยู่นาน ทว่าในตอนนี้เขาได้รับรู้ถึงอุณหภูมิที่อบอุ่นของมือกร้านคู่นั้นแล้ว ริมฝีปากบางเม้มนิดหนึ่ง ก่อนลุกไปหาอย่างว่าง่าย
อ้อมแขนแกร่งโอบรั้งเอวบางให้นั่งลงบนตัก ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผาก กลิ่นหอมอ่อนๆทำให้เขาจรดปลายจมูกไซ้ไปตามเนียนแก้มน่าหม่ำนั่น แล้วเลยไปลิ้มรสริมฝีปากอิ่ม ยื้อยุดปลายลิ้นนุ่มที่ตอบสนองง่ายดายกว่าเดิม มือเล็กไต่ขึ้นมาเกาะต้นแขนเบาๆแสดงให้รู้ว่าเขาได้รับที่ว่างในใจของเด็กหนุ่มไปเรียบร้อยแล้วไม่มากก็น้อย
อากิระสะท้านนิดๆเมื่อร่างสูงสอดมือมาลูบคลึงแนวแผ่นหลังและล้วงขอบกางเกงเข้าไปสัมผัสเนินสะโพกขณะยังเพลิดเพลินกับจุมพิตดื่มด่ำ ร่างกายที่คุ้นชินขยับขึ้นไปนั่งคร่อม ก่ายเกยหน้าตักโดยอัตโนมัติเพื่อหวังจะได้รับรสมากยิ่งขึ้นไปกว่านี้ เรียวแขนทั้งสองข้างโอบแนวบ่าหนาโดยที่กระดุมทั้งสูทและเชิ้ตถูกปลดออกอย่างรวดเร็ว น้ำหนักของคนสองคนที่โถมพิงทำให้เก้าอี้หนังบุนวมไหวเอี้ยด...
ร่างเล็กสะดุ้งเมื่อรู้ตัวว่านี่มันในออฟฟิศนี่นา ข้างนอกก็ยังมีพนักงานบริษัทอีกหลายคน แถมห้องก็ไม่ได้ล็อคด้วย!
“นี่! เดี๋ยวก่อนสิ ที่นี่ไม่เอานะ”
“หือ? มาห้ามอะไรตอนนี้” ใบหน้าคมสันยังฝังอยู่กับซอกคอ
“อื๊ออ ก็...หยุดก่อนสิ” สองแขนดันตัวให้ออกง “นี่มันห้องทำงานนะ คนอื่นก็อยู่กันเต็ม”
“ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก หรือถึงมี ก็ไม่เห็นเป็นไร กล้าเอาไปพูดก็ให้รู้ไปสิ” มือหนึ่งเลื่อนลูบแผ่นอก ผ่านปลายยอดไปแผ่วๆ
“คุณไม่อายแต่ผมอายนี่ ไม่เอาด้วยล่ะ” เด็กหนุ่มขยับดิ้นเพื่อจะลงจากตัก ทว่ามือใหญ่ทั้งสองกลับเลื่อนมาตรึงสะโพกไว้แน่น
“นี่...เล่นมาพูดแบบนี้ แล้วที่มันยังค้างคาจะทำยังไง?”
คิ้วเรียวขมวดอย่างไม่เข้าใจในทีแรก ทว่าพอโคนขาทับโดนอะไรแข็งๆ...แก้มก็แดงก่ำขึ้นมาทันที เกิดอารมณ์ไวขนาดนี้เลยเหรอ ตาบ้าหัวงูนี่!
“ก็ไปทำให้มันสงบลงซะสิ!”
“พูดง่ายจริงนะ ใครปลุกมันขึ้นมาล่ะ”
ไม่พูดเปล่า ยังขยับเสียดสีอีก
“บ้า!” เสียงตวาดเบาๆ “แล้ว...จะให้ทำยังไงเล่า!”
“อืมมม...”
เขาแสร้งทำท่าเหมือนครุ่นคิด แต่ซ่อนความคิดเจ้าเล่ห์เอาไว้ “ช่วย...ฉันสิ”
ฝ่ามือเรียวถูกฉุดมาจับเข้าที่เป้าตรงๆ ความร้อนรุมคล้ายผ่านเนื้อผ้าจนรู้สึกได้ ทั้งที่อยากจะดึงมือออกแต่ทำไมถึงไร้เรี่ยวแรงก็ไม่รู้ ใบหน้ามนก้มงุดเขินอาย ขบริมฝีปากชั่งใจอยู่พักหนึ่ง และ...ในที่สุดก็ค่อยๆปลดดึงเข็มขัดกับซิป...
นิ้วเย็นๆที่แตะต้องอย่างประหม่าทำให้ชายหนุ่มกระจือรือร้นมากกว่าปกติ เขานั่งพิงเก้าอี้ในท่าที่ถนัดแล้วคลายมือที่กุมยึดสะโพกบางจับเพียงหลวมๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายแสดงฝีมือ
อากิระขยับตัวลงจากตักด้วยท่าทางเงอะงะ ครั้นจะยืนทำก็ใช่ที่ เลยต้องทรุดตัวลงนั่งกลางหว่างขา มือกอบส่วนที่แข็งขันเอาไว้ แล้วขยับรูด...
เสียงครางต่ำเพิ่มความมั่นใจให้เร่งจังหวะสิ่งที่กำลังทำอยู่ มันช่างแปลกประหลาดเมื่อต้องมาจ้องดูชัดๆ ไฟก็สว่างโร่ แถมนอกห้องยังมีคนเดินผ่านไปผ่านมาอีก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนั่นมันน่าตื่นเต้น อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศบวกกับเนื้อโลหะของแหวนทองกระทบแผ่นอกเปลือยเปล่า ยอดอกสีเรื่อเริ่มตั้งชัน นัยน์ตาคู่หวานตวัดขึ้นสบสายตาอีกคู่ที่จับจ้องการกระทำทั้งหมดอยู่ก่อนแล้ว
ปลายนิ้วกร้านเลื่อนลงไปหยอกล้อกับตุ่มไตเล็กๆนั่นจนอีกฝ่ายต้องหยัดแผ่นหลังขึ้น แอ่นให้คลึงเค้นถนัดมือ เรียวปากสีสดฉ่ำเผยอหอบนิดๆ แววตาแบบนั้นช่าง...เชิญชวน
เรียวลิ้นแลบเลียกับนิ้วที่ส่งเข้ามาหยอกในปาก ดูดและแกล้งขบเบาๆ ก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะเลื่อนไปประคองท้ายทอยของเขาให้เข้าใกล้ สางขยุ้มเส้นผม อากิระแก้มร้อนผ่าวเมื่อเข้าใจสัญญาณแบบนั้น เขาเหลือบมองเอ็นแข็งในมือที่เริ่มชุ่มนิดๆอย่างชั่งใจ แล้วจึงค่อย...เขยิบเข้ามาชิด...
“ฮึ...อืมมม”
ร่างสูงถึงกับสะดุ้งวาบเมื่อปากอ่อนนุ่มครอบกลืนส่วนปลายเข้าไป โพรงปากร้อนชื้นและอ่อนนุ่มกำลังลูบไล้เขาอย่างเขินอายระคนอยากรู้อยากเห็น ลิ้นอุ่นๆแลบเลีย

2008/May/11

เจ้าแมวพันธุ์แร็กดอลล์นอนหมอบใต้โต๊ะอาหารให้ปลายนิ้วเท้าสะอาดจิ้มเขี่ยพุงไปมา ดวงตาสีฟ้าสว่างของมันแหงนมองเพื่อนใหม่สลับกับเจ้านายที่ยืนหน้าเตาในครัว พลางนอนกลิ้งไปมาอย่างเป็นสุขเพราะเพิ่งอิ่มหนำกับมื้อเช้า
“เอ้า เรียบร้อย” ยากุซ่าหนุ่มผู้ซึ่งไม่เหมาะกับกระทะและตะหลิวเอาเสียเลยช้อนข้าวผัดห่อไข่ใส่จานกระเบื้อง แล้วยกมาวางให้คนที่จิบน้ำผลไม้รอกินข้าวเช้าอยู่
ข้าวห่อไข่หน้าตาน่ารับประทานที่ถ้าไม่ได้เห็นกับตาจะไม่เชื่อเด็ดขาดว่าใครเป็นพ่อครัว อากิระก้มมองพิจารณาครู่หนึ่งก่อนใช้ช้อนตักชิม
“อืม...อร่อย” ข้าวผัดที่ใช้เนยแทนน้ำมันแถมตีผสมนมลงไปในใข่เล็กน้อยทั้งหอมทั้งมัน มีรสเปรี้ยวนิดๆของมะเขือเทศสดหั่นด้วย น่าทึ่งจริงๆให้ตาย
“ใช่ไหมล่ะ” ไคโตะรับด้วยความภูมิใจ เขาคลุกน้ำสลัดกับผักที่หั่นเตรียมแล้วในชามใบใหญ่ ก่อนตักแบ่งแล้วลงมือรับประทานพร้อมกัน “ฉันไม่ได้บอกให้แม่บ้านเข้ามาทำงานวันนี้ เพราะงั้นเชิญชิมฝีมือฉันไปก่อนก็แล้วกัน”
เด็กหนุ่มโคลงศีรษะขณะที่ลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า
“ดูคุณไม่น่าทำกับข้าวเป็นเลยนะ”
“ก็คงงั้น แต่ฉันไปเรียนมหา’ลัยที่อังกฤษ อยู่คนเดียวมันก็ต้องทำให้เป็นจนได้แหละ”

คิ้วเรียวเลิกสูง ทำกับข้าวว่าไม่น่าเชื่อแล้ว เป็นนักเรียนนอกยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปใหญ่เลยแฮะ
“ทำหน้าแบบนั้น ไม่เชื่อสิ?”
“เปล่า”
เขาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่จะว่าไปเรื่องรสนิยมหรู สูบซิการ์ จิบไวน์ ขับปอร์ชนี่ก็สมควรอยู่หรอก แต่พูดถึงยากุซ่าเป็นนักเรียนนอกแล้วมันขัดๆยังไงชอบก๊ล
ร่างสูงเหล่ๆ แต่ออกไปในทางขบขำมากกว่า รู้สึกผ่อนคลายที่บรรยากาศดีๆกลับคืนมาแล้ว
“แล้วคุณไปอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน?”
“จนจบปริญญาตรี”
เขาเว้นจังหวะเพื่อกลืนข้าว “แล้วกลับมาเรียนโทที่ญี่ปุ่นนี่”
จบสูงเสียด้วยแฮะ ฝ่ายได้ฟังนึกชื่นชมอยู่ในใจ
“แล้วเธอล่ะ เอนทรานซ์ปีนี้ไม่ใช่หรือ?”
“อืม ก็ใช่ แต่ก็ไม่รู้สิ”
“ไม่รู้สิหมายความว่าไง?”
“ก็...ผมไม่รู้ว่าผมอยากเข้ามหา’ลัยหรือเปล่า คือมัน...ไม่มีอะไรที่อยากทำหรืออยากเรียนเป็นพิเศษน่ะ”
ว่าพลางยักไหล่
นี่แหละปัญหาของเด็กรุ่นใหม่ ทำอะไรตามๆกันเหมือนๆกันจนเคยชิน ทั้งเรื่องเรียนเรื่องเที่ยว จบแล้วต้องเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย เข้าทำงานบริษัทหาเช้ากินค่ำเหมือนหุ่นยนต์ สูญเสียระบบความคิดอิสระ กลัวความแตกต่าง ขาดความฝันและความคิดสร้างสรรค์ หลายคนที่ใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าทั้งที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วตัวเองต้องการทำอะไร
“เข้าใจล่ะ” ไคโตะรวบช้อนเมื่อกวาดข้าวทุกเม็ดจนเกลี้ยง “แล้วเธอมีความถนัดทางด้านไหน?”
ร่างบางเอียงคอครุ่นคิด แล้วตอบติดตลก
“กวนส้นชาวบ้าน ป้ายยาฉกกระเป๋าตังค์ แล้วก็หลีหญิงมั้ง”
“นั่นน่ะเป็นความสามารถที่จะต้องโยนทิ้งไปได้เลยนะ”
ชายหนุ่มชี้นิ้วกึ่งปรามกึ่งคาดโทษ
“ล้อเล่นน่า” อากิระรีบบอก “ถ้าหมายถึงเรื่องเรียน ผมเก่งพวกคำนวนน่ะ”
“ก็ดีนี่”
มือใหญ่คว้ามีดกับแอ๊ปเปิ้ลขึ้นมาปอกผ่า ส่งให้อีกฝ่ายกินล้างปากหลังจากกินอาหารทุกอย่างจนหมดเกลี้ยงดี “ไม่สนใจเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ หรือบัญชีมั่งเหรอ?”
คิ้วเรียวเลิกขึ้น รับชิ้นผลไม้หวานกรอบมากัดเคี้ยวไปพลางคิดตาม บัญชีเหรอ...ก็ไม่เลวนะ?
“ว่าแต่ของที่ไม่ถนัดล่ะ?”
“ภาษาอังกฤษ”
คราวนี้ตอบได้โดยไม่ต้องคิด “วรรณคดีญี่ปุ่นด้วย”
“อืม...ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ฉันติวให้ก็ได้”
“หา?”
ริมฝีปากบางอ้าค้างตกตะลึงแบบจริงใจมากไปนิด ทำให้คนเสนอตัวเขม่นมาอีกเป็นรอบที่สอง เล่นเอาอากิระต้องรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแหย “อ่า...ขอบคุณครับ”
“ก่อนอื่น ทำการบ้านเสียก่อนเถอะ มีภาษาอังกฤษไม่ใช่เหรอ?”

นัยน์ตาคู่สวยตวัดค้อนเล็กน้อย
“รู้ได้ไงน่ะ แอบเปิดเป้ผมสิท่า?”
ไคโตะได้ทีส่งยิ้มกวนๆกลับบ้าง คนตัวเล็กเลยหน้ามุ่ย
“เถอะน่า ไปเอาการบ้านมาทำได้แล้ว”
เด็กหนุ่มแอบทำปากยื่นหมั่นไส้คนที่วางท่าเป็นผู้ปกครอง แต่ก็เดินไปค้นเครื่องเขียนกับสมุดการบ้านออกมาจากกระเป๋า ในขณะที่อีกฝ่ายย้ายที่นั่งไปตรงชุดโซฟารับแขกตัวใหญ่แบบนอนเหยียดตัวได้สบาย โดยอุ้มดัชเชสส์ตามมาด้วย
“ถ้าผมสอบตกต้องรับผิดชอบด้วยนะ”
ร่างบางเข้ามานั่งข้าง ทิ้งระยะงไว้พอประมาณ ปากก็บ่นไปอย่างนั้นเอง แต่เพิ่งมานึกได้ว่าไม่น่าเลย เพราะหันไปสบสายตาแฝงเลศนัยนั่นเข้าพอดี เรียวปากได้รูปยิ้มกริ่ม
“รับรองน่า...รับผิดชอบแน่”

**********

“ผิด”
“ตรงไหน?”
เสียงใสๆเถียงทันควันเพราะมั่นใจว่าตัวเองไม่ผิดแน่
“นี่ไง ‘were’ ต้องเป็น ‘was’ สิ” มือใหญ่จับปากกามาชี้ให้เห็น
“เฮอะ” เด็กหนุ่มทำเสียงได้ใจกว่าเดิม สงสัยได้ลูบคมนักเรียนนอกก็คราวนี้แหละ “ ‘Majorities’ เป็นพหูพจน์ชัดๆ ผมเติมผิดซะที่ไหน”
“ ‘The Majorities’ ต่างหาก มั่วจริง เติม ‘The’ เข้าไปคำนี้ก็กลายเป็นเอกพจน์ ต้องใช้ ‘was’ ถึงจะถูก สอนแล้วยังเถียงอีก”
“ก็...บอกแล้วว่าไม่เก่งนี่ ตัวเองจบนอกมาจะไปสู้ได้ไง”
อากิระบ่นอุบอิบพลางเอาลิควิดมาลบแก้ โดยที่คงลืมไปแล้วมั้งว่าเมื่อครู่ตัวเองเถียงเอาฉอดๆ
ชายหนุ่มมองแล้วส่ายหน้าขำๆ เหลือบดูนาฬิกาตั้งโต๊ะก็เกือบได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์หัวเตียง กดหมายเลขสั่งรายการอะไรอยู่ไม่กี่ประโยคก็วาง พอหันกลับมาเห็นคิ้วเรียวเลิกเป็นเชิงถามเลยอธิบาย
“ของในตู้เย็นไม่ค่อยมี ฉันเลยโทรสั่งพิซซ่าจากร้านอาหารอิตาเลียนแถวๆนี้ ปกติเขาไม่ได้มีบริการส่งหรอกนะ แต่พอดีเป็นลูกค้าประจำกันอยู่”
คนที่นั่งทำการบ้านอยู่พยักหน้ารับรู้ มือก็เขียนยิกๆ
“ใกล้เสร็จหรือยัง?” ไคโตะชะโงกหน้าเข้ามาดู
“เหลือแต่แปลข่าวครับ” เขายื่นชีทในมือให้อ่าน
“ไหน อืม...Veteran Labour MP Tam Dalyell called for a "firm and early" date to be set for British troops to withdraw from Iraq because they were seen an army of occupation…”
นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองริมฝีปากที่ขยับอ่านอย่างคล่องแคล่ว ถึงจะรู้สึกแปลกๆกับอาจารย์จำเป็นแต่ก็ต้องยอมรับว่าไคโตะสอนได้เข้าใจง่ายดีทีเดียว แถมยังอธิบายในจุดที่เขาไม่รู้เรื่องได้หมด ไม่ว่าจะเป็นรูปประโยคแม้กระทั่งรากศัพท์ สมกับที่จบมาจากอังกฤษโน่น ที่สำคัญสำเนียงกินขาดจนน่าหมั่นไส้เลยแหละ อ๊ะ...นี่ไม่ได้ชมหรอกนะ...
...
พอทำข้อสุดท้ายใกล้เสร็จ พิซซ่า 2 ถาดก็มาส่งพอดี ไคโตะเดินไปเปิดรับ แต่คนที่มาส่งไม่ใช่เด็กส่งพิซซ่ากลับเป็นชายในชุดสูทดำที่ดูยังไงก็ยากุซ่าชัดๆ คงเป็นลูกน้องในแก็งค์ เขายื่นส่งให้ด้วยความนอบน้อมแล้วหันกลับลงไปเงียบๆ
“มาแล้ว หน้าแซลมอนรมควัน กับอีกอันเป็นแฮมเห็ด” แค่เปิดฝาพิซซ่าแผ่นบางตำรับอิตาเลียนแท้ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งเลยเชียว “ลองแล้วจะลืมพวกฟาสต์ฟู้ดไปเลยล่ะ”
ได้ยินคำโฆษณาสรรพคุณแล้วก็น้ำลายสอขึ้นมาทันควัน เด็กหนุ่มใช้มือหยิบแผ่นแป้งบางหน้ามอสซาเรลล่าชีสโปะแซลมอนรมควันอุ่นๆส่งเข้าปากแล้วก็ต้องฮัมในคอเบาๆอย่างมีความสุข ระหว่างที่อีกคนหยิบไซเดอร์รสผลไม้เปิดส่งให้แล้วจึงนั่งกินไปตรวจการบ้านที่เสร็จไปด้วย
“อา...โอเคแล้ว ไม่มีอย่างอื่นแล้วใช่ไหม?” ชายหนุ่มถามหลังตรวจทานเรียบร้อย
อากิระส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะปากยังเคี้ยวตุ้ย
ร่างสูงวางสมุดกับเครื่องเขียนแหมะไว้มุมหนึ่งของโต๊ะ กดรีโมทโทรทัศน์เพื่อดูข่าวพลางลงมือกับมื้ออาหารกลางวันของตัวเองต่อ โดยไม่ลืมแบ่งให้ดัชเชสส์ที่มาเกาะแข้งเกาะขาอ้อนอย่างน่ารักน่าชัง
“แมวของคุณ เลี้ยงมานานแล้วเหรอ?”
“ก็เกือบ 2 ปี ทำไมหรือ?”
“เปล่า ผมแค่นึกได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่ทำไมไม่เห็นมัน”
ร่างบางว่าก่อนคว้าแผ่นที่ 3 ขึ้นมากินต่อ
“อ๋อ ฉันเอามันลงไปฝากลูกน้องข้างล่างชั่วคราว” ชายหนุ่มเองก็กินเก่งไม่แพ้กัน พิซซ่าแต่ละแผ่นหมดไปด้วยความรวดเร็ว “คือฉันกลัวว่าเธอจะจับมันเป็นตัวประกันน่ะ”
ฝ่ายได้ฟังย่นคิ้วใส่รอยยิ้มยั่วนั่น คนที่เป็นฝ่ายลักพาตัวมากักขังหน่วงเหนี่ยวน่ะไม่ใช่เขาเลยแท้ๆ
“การบ้านก็เสร็จแล้ว จะออกไปเดินเที่ยวไหนมั้ย?” เขาเปลี่ยนเรื่องรวดเร็วตามแบบที่ถนัด
“ไม่เอา” เสียงใสตอบทันควัน เขาไม่อยากเสี่ยงที่จะเจอใครให้เหตุการณ์มันซ้ำรอยกับเมื่อคืนวานอีก
“งั้นจะทำอะไรดีล่ะ?”
“พาผมกลับบ้านเลยก็ได้นี่”
“ชุดนักเรียนก็มี จะรีบกลับทำไม”
ไคโตะเขยิบเข้ามาใกล้ “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันไปส่งที่โรงเรียนเองน่า”
มือเล็กฉุดมือซุกซนที่มาป้วนเปี้ยนแถวเอวอย่างสังหรณ์ไม่ดี
“ไหนบอกไม่มีอะไรทำไม่ใช่เหรอ?”
“มีสิ”
ยากุซ่าหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาแย่งพิซซ่าคำสุดท้ายไปจากมือเล็ก ทว่าไม่หยุดแค่กิน กลับแลบลิ้นเลียปลายนิ้วนั้นด้วย พออีกฝ่ายทำท่าจะดึงออกก็จับยึดไว้แล้วดูดหยอกเย้าเรียวนิ้วให้สยิวเล่น ก่อนกระซิบเสียงกรุ้มกริ่ม
“เซ็กส์ไง”
“นี่! ปล่อยเลยนะลามก!”
แก้มเนียนแดงเรื่อขึ้นมาทันที พยายามผลักยันไหล่หนาของคนที่เข้าประชิดถึงตัวด้วยความรวดเร็ว น้ำหนักที่มากกว่ากดให้เขาเอนราบไปกับเบาะโซฟา
ร่างสูงไม่สนใจอาการขัดขืน เขาประทับริมฝีปากและเล็มตามเนียนแก้ม ปลายคาง ตลอดจนซอกคอหอมกรุ่น พลางอ้อนปนเย้า
“เมื่อวานไม่ได้ทำสักครั้งเลยนี่นา เห็นใจกันบ้างสิ”
“เห็นใจบ้าอะไร! คิดแต่เรื่องพรรค์นี้น่ะ อดอยากมาจากไหนหา?”
พูดไปก็ต้องคอยหลบคอยรั้งทั้งที่ไม่ค่อยจะเป็นผลนัก
“เฮ้ ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆพูดเหมือนไม่เข้าใจความต้องการของผู้ชายงั้นแน่ะ” ริมฝีปากหยักสวยยิ้มทะลึ่ง มือไม้สอดเข้าไปป้วนเปี้ยนกับผิวเนื้อละเอียดใต้เสื้อยืดตัวหลวม
“อ๊ะ...อือออ คุณมัน...หมกมุ่นเกินไปต่างหาก” แรงโต้แย้งเบาลงไปนิดเมื่อโดนปลายนิ้วหยาบคลึงผ่านยอดอก
“ผิดแล้ว เวลาแบบนี้ฉันว่าเป็นการผ่อนคลายด้วยซ้ำนะ” ลิ้นร้อนตวัดไล้ใบหูนิ่มที่มีตุ้มหูเงินแบบห่วงและหมุดใส่ไว้ถึงสามรู “ถือซะว่าเป็นค่าสอนก็แล้วกัน”
นัยน์ตาคมตวัดค้อนขึ้ง วางแผนไว้แบบนี้เองสินะ หลงนึกว่าใจดี ตาบ้า!
“แต่พรุ่งนี้ผมมีเรียนนะ แล้วนี่ก็กลางวันแสกๆด้วย!”
“แล้วไงล่ะ? ทำอย่างกับไม่เคยทำตอนกลางวันงั้นแหละ”
ในที่สุดก็รูดดึงเสื้อยืดเนื้อหนาให้พ้นร่างเล็กไปจนได้
“เอ๊ะ! คุณนี่...” เด็กหนุ่มเถียงไม่ออก ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำจริงๆนี่นะ
“เถอะน่า”
ไคโตะเชยคางมนขึ้นจุมพิตปิดปาก สองมือคลึงเค้นไปตามแนวชายโครง จนเมื่อร่างข้างใต้ลดแรงต่อต้านลงไปแล้วจึงค่อยจูบไซ้ลงมาที่ลำคอระหง เขาหยุดการเคลื่อนไหวไปนิดหนึ่งเมื่อพบกับสายสร้อยโลหะที่คล้องอยู่ ปลายนิ้วสอดเกี่ยวมันขึ้นมาดูชัดๆ
สร้อยแพลตินั่มที่ร้อยแหวนเส้นนั้นยังคงประดับอยู่ที่เดิม ทั้งที่ตั้งใจว่าจะถอดก็ลืมเสียสนิท อากิระมองตามแล้วถือโอกาสบอกคืน
“จริงสิ ผมรับของนี่ไว้ไม่ได้หรอก คุณเอาคืนไปเถอะ”
“ไม่ได้”
ร่างสูงจุมพิตริมฝีปากบางเบาๆ “ห้ามถอดเด็ดขาด ไม่งั้น...ฉันจะทำโทษ”
เรียวลิ้นที่เข้ามาระรานทำให้เด็กหนุ่มเผยอรับ กระหวัดพัวพันยวนยั่วดูดกลืนกันและกัน ตั้งแต่เมื่อไรนะที่ความสัมพันธ์ทางกายดำเนินไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ขัดเขิน เรียวแขนกลมกลึงสอดโอบแนวบ่ากว้าง จิกเล็บเบาๆคล้ายเป็นหลักยึดหยัดแผ่นหลังเข้าหาทุกครั้งที่มือและปากวนเวียนไปถึงจุดไวต่อการรับสัมผัส น้ำหนักกับร่างกายกำยำที่ทาบทับอึดอัดอยู่บ้างก็จริง...หากจะว่าไปแล้ว...มันก็อบอุ่น...

**********

อากิระเดินถ่วงฝีเท้าไปตามทางอย่างหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เขาเพิ่งลงจากรถยนต์นอกคันหรูหลังจากยืนกรานกับไคโตะว่าจะให้ส่งแค่ตรงถนนใหญ่เท่านั้น ก็ขืนให้เพื่อนๆเห็นอีกจะได้โดนกระหน่ำยิงคำถามเอาปะไร เด็กหนุ่มปิดปากหาวหวอด ทั้งเพลียทั้งเมื่อย จริงอยู่ที่เมื่อคืนนี้ได้เข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม แต่หลังจากกิจกรรมอย่างว่ารอบแล้วรอบเล่าจนค่ำนะ ตาลุงอายุเฉียด 30 นั่นเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนกันเยอะแยะ?
“ฮามาโนะคุง” นิ้วเรียวของเด็กสาวจิ้มหลังดังจึ้ก เล่นเอาสะดุ้งโหยงด้วยไม่ทันตั้งตัว
“ฟูจิฮาระ ตกใจหมด”
“อรุณสวัสดิ์นะ”
คิดมากไปเองหรือเปล่าไม่รู้ แต่นัยน์ตากลมโตดูมีแววค้อนขึ้งอยู่กลายๆ
“อรุณสวัสดิ์”
“ไปเที่ยวมาสนุกไหมล่ะ?”
เอ่ยพลางแกว่งกระเป๋าซึ่งห้อยตุ๊กตุ่นตุ๊กตาพวงใหญ่เดินเคียงผ่านเข้าประตูโรงเรียน
“ก็...” ไม่ต้องสงสัย เจ้าหล่อนต้องรู้เรื่องที่ไคโตะมารับเขาเย็นวันศุกร์แน่ๆ
“ไม่ต้องบอกก็รู้” ริมฝีปากจิ้มลิ้มยื่นงอน “คงสนุกมากล่ะสิ ถึงไม่โทรหาสักครั้ง แถมโทรศัพท์ก็ปิด”
พูดแล้วก็ทำให้นึกได้ หล่อนว่าจะนัดเขาเที่ยววันเสาร์นี่หว่า อากิระปั้นยิ้ม
“ขอโทษนะ มันกระทันหันน่ะ พอดี ฉันเริ่มทำงานพิเศษ”
“งานพิเศษ?”
“อาฮะ ก็เลยต้องปิดมือถือน่ะ เดี๋ยวเขาว่า”

อันที่จริงเรื่องงานพิเศษนี่เป็นเรื่องที่เขาบังคับให้ชายหนุ่มออกไอเดียแก้ต่างมาเสียดีๆ สรุปมาลงตัวที่ว่าอากิระทำงานพิเศษที่โรงแรมซึ่งได้ค่าจ้างงาม และวันนั้นที่มารับคือไคโตะในฐานะเจ้านาย(กำมะลอ)จะไปคุยกับผู้ปกครองให้เท่านั้น ไม่มีอะไรพิเศษ
หลังจากพล่ามเหตุผลแก้ตัวที่กุขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ฟูจิฮาระก็ดูอารมณ์ดีขึ้นมาทันควัน อากิระรับปากว่าจะไปเที่ยวกับเธอเย็นวันพุธก่อนจะพากันแยกย้ายเข้าห้องเรียนของแต่ละฝ่าย
“โอ๊สท์ อรุณสวัสดิ์” นาโอมิจิกับคาซึโอะทัก
“อรุณสวัสดิ์ พวกนายมาทำอะไรห้องฉันวะ”
“มาไม่ได้เหรอวะ ไร้ไมตรีจริงแกนี่”
คาซึโอะว่า
ร่างบางหัวเราะน้อยๆ วางกระเป๋าแล้วเลื่อนเก้าอี้มานั่งคุยด้วย
“แล้วไง?”
“แล้วไงอะไร?”
อากิระแกล้งยวน เขารู้อยู่แล้วว่าเพื่อนๆต้องอยากถามที่มาของราชรถเมื่อเย็นนั้น
“มหาเศรษฐีที่เขารับแกเป็นลูกบุญธรรมไง ไปเจอกันที่ไหนวะ หรือว่านายมีปานแดงที่ก้นเขาเลยรู้ว่าเป็นทายาทหมื่นล้านที่พลัดพรากไปตั้งแต่เกิด?”
“คาซึโอะ แกดูละครน้ำเน่ามากไปแล้วโว้ย”
ร่างบางอดไม่ไหวยกขายันเก้าอี้ไปหนึ่งที “มันก็แค่...”
เด็กหนุ่มเล่าเรื่องที่เมคขึ้นให้ฟังอีกครั้งแบบคล่องปาก ไม่อยากจะคุยหรอกนะแต่เรื่องตอหลดตอแหลนี่ยกให้เขาได้เลย ใบหน้าใสซื่อแบบนี้หลอกคนมาได้นักต่อนักแล้ว
“เหรอ แล้วนายคิดยังไงถึงไปทำงานพิเศษเอาตอนนี้ล่ะ?” นาโอมิจิถามบ้าง
“ก็...เผื่อว่ามันไปรอด เรียนจบแล้วฉันอาจจะออกมาทำงานเลยก็ได้น่ะ”
“เอางั้นเลยเหรอ พ่อนายว่าไง?”
“ฉันบอกแค่ทำงานพิเศษไปก่อน แล้วไค...เอ่อ เจ้านายฉันน่ะ รับปากว่าถ้าไม่เข้ามหาวิทยาลัยก็จะให้งานทำที่โรงแรมแน่ๆ”
“เออ...ก็ดีนะ”
คาซึโอะพยักหน้าเห็นด้วย เขาเองก็คิดจะเรียนพวกวิชาชีพมากกว่าเข้ามหาวิทยาลัย
“ดีมันก็ดีหรอก...อ้าว จิน อรุณสวัสดิ์”
“เออ อรุณสวัสดิ์”
จินไนทักตอบนาโอมิจิ
“ไงจิน เกือบมาไม่ทันแน่ะ สายเชียว”
“นายไม่ต้องมาพูดดีเลยอากิระ”
เด็กหนุ่มชี้นิ้วคาดโทษ “มีอะไรเดี๋ยวนี้หัดปิดบังเพื่อนฝูงนะ เดี๋ยวก่อนเหอะ เดี๋ยวฉันจะซักนายให้สะอาดเลย”
ปากพูดแบบนั้น แต่แทนที่จะคาดคั้นต่อกลับรีบคว้าเอาสมุดการบ้านขึ้นมาเตรียมพร้อม
“เอ้า ไถ่โทษ เอาเลขมาให้ฉันลอกซะดีๆ”
“ไม่เคยทำเสร็จเลยใช่มั้ยนี่”
อากิระค้นให้แต่โดยดี “เอ้า แถมภาษาอังกฤษด้วย เอาไป”
“เฮ้ เป็นไปได้ไง นายทำเสร็จเหรอ หรือว่าเพิ่งมาลอกใครที่นี่?”
จินไนคว้ามาพลิกเปิดดูสมุดการบ้านภาษาอังกฤษที่ทำมาอย่างเรียบร้อยผิดกับทุกครั้งที่เจ้าเพื่อนตัวแสบต้องมาขอผู้หญิงในห้องลอกทุกทีไป
“ทำไม ฉันจะขยันมั่งไม่ได้เรอะ?” คิ้วเรียวยักแผล่บ
คนได้ฟังยักไหล่ ยังไงก็ช่างขอให้มีลอกก็พอแล้ว
“โอเค งั้นพวกฉันกลับห้องนะ ตอนพักเจอกัน” นาโอมิจิกับคาซึโอะเลื่อนเก้าอี้กลับที่
“โอเค ถ้าโทรุถามก็อธิบายให้ฟังด้วยล่ะ ฉันขี้เกียจเล่าหลายที” ร่างบางโบกมือ กระดุมสีทองตรงข้อมือชุดเอนอกของเครื่องแบบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย
เด็กหนุ่มดึงมือกลับมาทำทีกอดอก ลอบสำรวจกระดุมเม็ดหนึ่งที่เปลี่ยนไป แทนที่จะเป็นกระดุมประทับตราสัญลักษณ์โรงเรียนเคียวเซย์เหมือนเม็ดอื่นๆ มันกลับเป็นกระดุมที่ประทับลวดลายเปลวไฟและคันจิง่ายๆสองตัว แต่สลักให้มีความซับซ้อนสวยงาม เป็นคำว่า ‘สีดำ’ และ ‘ทุ่ง’ อ่านรวมกันคือ ‘คุโรดะ’ ริมฝีปากบางยกยิ้มซุกซนเมื่อนึกถึงตอนที่แอบหยิบมาจากกล่องใส่ของชิ้นเล็กๆอย่างกระดุมและคลิบหนีบกระดาษที่วางบนโต๊ะทำงานของร่างสูง...
แหม...ก็มันเท่ดีนี่นา...เนอะ

2008/May/11

สัมผัสชวนจั๊กจี๋แถวๆคางและจมูกทำให้ร่างบนเตียงครางอย่างรำคาญ ใบหน้าใสเบือนหลบ หากอะไรนิ่มๆก็เข้ามาแตะเบาๆที่ข้างแก้มอีก ในทีแรกเขานึกว่าเป็นชายหนุ่มที่เข้ามากวนใจ หากก็ต้องสะดุ้งเมื่อลิ้นสากตวัดเลียแผล่บ อากิระหันขวับไปมองทันที
“เมี้ย~ว” เจ้าแมวขนฟูร้องเบาๆเหมือนจะทักทาย ลิ้นเล็กๆเลียไปตามแก้มและคางของอีกฝ่าย
“อื้ออ พอแล้ว เจ้าเหมียว” เด็กหนุ่มยื่นมือไปลูบหัวทำให้มันเปลี่ยนเป้าหมายการเลียไปที่นิ้วแทน น่าเอ็นดูน่ะไม่เถียงหรอก แต่ลิ้นแมวนี่มันสากชะมัด ระคายผิวหน้าไปหมด
เมื่อดูเต็มตาแล้วแมวตัวนี้สวยสง่าผิดกับแมวบ้านทั่วไปมากทีเดียว ใบหน้าเล็กไม่แป้น หูตั้ง ตัวสีขาวแต้มน้ำตาลทองตรงครึ่งศีรษะส่วนบน หู และปลายขนที่ยาวหนา ไปจรดหางสีน้ำตาลเป็นพวงสวย ขนนุ่มตรงและเป็นระเบียบไม่มียุ่งเหยิง คงมีใครคอยดูแลมันอย่างดี แมวสาวแสนสวยซุกตัวมุดผ้าห่มมานอนขดใกล้ๆ ขนนุ่มแนบชิดแผ่นอกเปลือยจั๊กจี๋นิดๆ
อากิระไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองนอกจากปลาทองที่ช้อนได้ตามงานเทศกาล แต่เขาก็รักสัตว์อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะแมวตัวนี้น่ารักและขี้อ้อนดีแท้
“ว่าไง ดัชเชสส์ ถูกใจเขาหรือเปล่า?” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังมาจากปลายเตียง มองเห็นต้นเสียงกำลังกลัดกระดุมข้อมืออยู่
เจ้าแมวที่ชื่อดัชเชสส์หันไปมองแล้วทำเสียงครางเบาๆในคอเหมือนกำลังพอใจ
“มันชอบเธอน่ะ” ไคโตะเดินมาหยุดข้างเตียงเอื้อมมือลูบหัวแมว ก่อนจะหอมแก้มนุ่มทีเผลอ แล้วสวมเสื้อสูท “ฉันมีงานนิดหน่อย คงกลับมาตอนสายๆ นั่งเล่นดูเคเบิ้ลในห้องไปพลางๆก่อน แล้วอย่าดูช่องสำหรับผู้ใหญ่มากนักล่ะ”
สุ้มเสียงยั่วเย้าทำให้เด็กหนุ่มค้อนควับ สวนด้วยความปากไวทันที
“งั้นก็อย่าทำอะไรที่ไม่ควรทำกับเด็กนักสิ”
“ก็ไหนๆถ้าจะดู เก็บเอามาใช้กับฉันก็แล้วกัน”
เขาขยิบตาล้อๆ แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็วก่อนที่อีกฝ่ายจะปาหมอนในมือใส่
“คนอะไร หน้าไม่อาย!” เขาฟาดหมอนกับตักอย่างขัดใจ ทำให้ดัชเชสส์กระโดดผลุง
“อ๊ะ! ขอโทษที มานี่มะ” อากิระอุ้มอย่างระวัง “ฮึบ! ตัวเบากว่าที่คิดนะ เห็นขนฟูๆนึกว่าอ้วนกลมเสียอีก”
สาวเจ้าเหลือบตามองเหมือนจะค้อนเล็กๆทีหนึ่ง ก่อนเอาลำตัวสีไปมาออดอ้อน
“น่ารักจังเลยน้า หิวหรือยัง?”
ดัชเชสส์ล้มตัวนอนหงายแล้วเหยียดหลังบิดขี้เกียจ
“ถ้ายังก็ดี ฉันอยากอาบน้ำก่อน”
ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครอยู่ร่างเปลือยเปล่าก็ลุกเดินไปห้องน้ำทั้งอย่างนั้นเลย ห้องน้ำโอ่โถงแยกส่วนฝักบัวกับอ่างจากุชชี่รูปฝักถั่วลิสง อ่างล้างหน้าเป็นกระจกพ่นทรายสีเขียวจางๆเหมือนน้ำทะเล อากิระเปิดรองน้ำอุ่นแล้วเดินไปล้างหน้าแปรงฟันก่อน ภาพร่องรอยที่สะท้อนในกระจกดูไม่เยอะมากเท่าครั้งก่อนแต่ก็มีรอยที่เห็นได้ชัดประปราย
เด็กหนุ่มเปิดเข้าไปชำระล้างตัวใต้ฝักบัว ลูบไล้ฟองสบู่เรียกความสดชื่นกลับคืนมา คราบที่แห้งติดซอกขาเตือนให้เขานึกถึงเรื่องความปลอดภัยได้ ตาบ้านั่นไม่รู้จักใช้เครื่องป้องกันเอาเสียเลย ไม่รู้จะมีโรคแปลกๆมาติดเขาบ้างหรือเปล่า คิดพลางทำหน้ามุ่ย มือบิดปิดก๊อกน้ำแล้วเดินมาลงอ่างน้ำอุ่นที่ได้ท่วมได้ระดับพอดี
จากุชชี่ที่ปรับน้ำวนได้หลายรูปแบบทำให้ร่างบางสนใจลองอยู่เป็นนาน แถมเม็ดอาบน้ำที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะแทบตัดสินใจไม่ถูก เขาลองผสมกลิ่นส้มกับแมกโนเลียเข้าด้วยกัน ซึ่งได้กลิ่นหอมแปลกดี นอนให้น้ำวนตีนวดคลายความเมื่อยล้าที่ยังหลงเหลืออยู่บ้างไปเรื่อยๆ...
ถ้าหากความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งคู่เป็นเซ็กส์ที่เต็มใจทั้งสองฝ่ายแบบเมื่อคืน...มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักนี่นะ? ยอมรับก็ได้ว่าชายหนุ่มเชี่ยวชาญในด้านนั้นและทำให้เขามีความสุขได้มากอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเลยทีเดียว ถ้าเพียงแต่จะตัดนิสัยชอบวางอำนาจบีบบังคับออกไปเสียหน่อย...
เสียงกุกกักภายนอกเรียกความสนใจให้เงี่ยหูฟัง เจ้าของห้องกลับมาแล้ว? พอดีกับที่ปลายนิ้วเริ่มเปื่อย อากิระลุกขึ้นจากน้ำห่อตัวด้วยชุดคลุมอาบน้ำเนื้อนุ่ม ค่อยๆแง้มประตูออกไปดู
เป็นไคโตะจริงๆ เขาเปิดอาหารกระป๋องเทลงบนจานกระเบื้องของโรงแรมให้แม่แมวสาวละเลียดกินบนโต๊ะเล็กริมระเบียง ร่างสูงยิ้มให้เมื่อหันมาเห็น
“ฉันมาบอกว่าธุระจะยืดเยื้อสักหน่อย คงเลยเวลาอาหารกลางวัน เลยจะจัดรถให้พาเธอไปเที่ยว ตามที่ๆเธออยากจะไปล่ะนะ หรือจะอยู่ในโรงแรมไปห้องฟิตเนส ว่ายน้ำ ตีสนุกเกอร์ก็ตามใจ ด้านข้างของที่นี่เชื่อมกับห้างมิตสึโคชิ เดินซื้อของได้ตามสบาย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็เอานี่…”
นี่...ที่ว่า คือบัตรเครดิตสีทองอร่าม
“ใช้ลายเซ็นต์ของเธอได้เลย อย่าให้เกินวงเงินก็รูดได้ไม่มีปัญหา”
เด็กหนุ่มรับมาอย่างงงๆ เศรษฐีเขาให้เครดิตใครต่อใครไปใช้ง่ายๆอย่างนี้เชียวเหรอ?
“โอเคมั้ย?” เขาถามย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบผิดวิสัย
“อ่า...ครับ”
“ถ้างั้นก็ เจอกันประมาณช่วงเย็นนะ ถ้ามีอะไรก็โทรมาละกัน”
ว่าแล้วก็หนีบแฟ้มเอกสารเล่มบางตั้งท่าจะหันหลังกลับ
ทันใดนั้นร่างบางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ไวเท่าความคิดเขาโพล่งออกไปทันที
“แล้วเรื่องป้องกัน...”
“หา?”
ไคโตะเป็นฝ่ายงงบ้าง
“ผมเพิ่งนึกได้” เขาตีสีหน้าขรึม “ทำไมคุณถึงไม่ใช้อะไรป้องกันเสียบ้างล่ะ ผมเสี่ยงที่จะได้รับโรคจากคุณผ่านทางคู่นอนคนอื่นๆของคุณนะ”
คิ้วเข้มเลิกนิดๆด้วยความอึ้งปนทึ่ง ริมฝีปากหยักเม้มกลั้นยิ้ม ฝีปากขวานผ่าซากแบบนี้ช่างขัดแย้งกับใบหน้าน่ารักนั่นจริงๆ
“มาถามตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยเหรอ?”
“ก็บอกแล้วไงว่าผมเพิ่งนึกได้!”
จมูกโด่งรั้นนิดๆถอนใจฉิว “ว่าไงล่ะ?”
“ฉันตรวจเลือดทุก 3 เดือน มั่นใจว่าปลอดภัย และกับคนอื่นฉันก็ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ถ้าเธออยากจะรู้”
“ถ้างั้นจากนี้ก็หัดใช้กับผมเสียสิ!”
“อืมม…”
ปลายนิ้วที่สวมแหวนลูบคางอย่างใช้ความคิด “ค่อนข้างทำใจลำบากนะ เพราะใช้กับไม่ใช้นี่สัมผัสมันแตกต่างกันอยู่ทีเดียว และฉันเสียดายที่จะได้ความสุขจากการกอดเธอไม่เต็มที่น่ะ”
โหนกแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำตอบ หมอนี่หน้าด้านหน้าทนเหนือมนุษย์จริงๆ!
“อีกอย่างนะ ฉันเองก็เสี่ยงกับเธอเหมือนกัน มั่นใจได้ยังไงว่าอดีตคู่นอนของเธอปลอดโรคน่ะ?”
“ผมก็ใช้ถุงยางทุกครั้งน่า!”
เสียงตวาดแว้ดทันควัน “แถมยังตรวจสุขภาพไปแล้วด้วย!”
“งั้นก็เสมอกัน”
ชายหนุ่มส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ “เพราะฉะนั้น...ถ้าไม่ไปนอนกับคนอื่น ก็จะไม่มีปัญหา และไม่ต้องใช้ถุงยางด้วย จริงมั้ยล่ะ?”
อากิระเม้มปากเจ็บใจ ไม่ว่ายังไงฝ่ายนั้นก็แถไปได้เรื่อยอยู่ดี
“ตกลงตามนี้นะ ฉันสายแล้ว เล่นแต่งตัวแบบนี้มาคุยด้วยเดี๋ยวก็ไปไหนไม่ได้พอดีกัน”
“เอ๊ะ!”
ร่างบางขยับปาก หากไคโตะเข้ามาโอบเอวแล้วฉกจุมพิตหยอกเย้าสะกัดกั้นคำพูดเสียก่อน ทิ้งให้นัยน์ตาคู่สวยได้แต่ตวัดค้อนเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วไม่รู้
“จริงสิ” มือใหญ่ไล้ข้อนิ้วข้างแก้มเนียน แล้วล้วงเอาสร้อยแพลตินั่มเส้นไม่บางมากและค่อนข้างยาวจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน เขาถอดแหวนทองคำที่มีลวดลายละเอียดวงหนาออกจากนิ้วชี้ สอดร้อยมันเข้าไปเหมือนจี้ ก่อนคล้องประดับลำคอระหง
“ฉันให้ สวมติดเอาไว้ อย่าถอดนะ”
ชั่วเวลาไม่กี่วินาทีที่เด็กหนุ่มพิจารณาของมีค่าชิ้นนี้แล้วตัดสินใจว่าจะไม่รับ อีกฝ่ายก็หันหลังออกจากห้องไปเสียแล้ว เขาทำเสียงฮึ่มในคออย่างขัดใจก่อนเดินลงส้นไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวซึ่งมีจานอาหารเช้าอุ่นๆในครอบฝาเงิน ด้านในเป็นอาหารเช้าแบบอเมริกัน เบรคฟาสต์ มีขนมปังชนิดต่างๆเรียงในตะกร้าหวายเคียงกับเนยและแยมหลายชนิด ในจานคือบัตเตอร์โรลโฮมเมดที่ผ่าครึ่งทำเป็นแซนวิชทูน่าชีส ไข่ดาวสองฟองและเบคอน กับกาแฟและชาอย่างละหนึ่งเหยือกเล็ก
“หรูจริงแฮะ อยู่แบบนี้นานๆท่าจะกลิ้งได้” ปากบ่นแต่มือกลับหยิบแซนวิชเข้าปากทันที ในใจก็คิดวางแผนไปด้วยว่าจะนั่งๆนอนๆ เดินเล่นในโรงแรมหรือออกไปเที่ยวข้างนอกดี
“หือ?” เขาก้มลงมองเมื่อรู้สึกถึงอะไรนิ่มๆที่ขา แล้วพบว่าสิ่งนั้นคือเจ้าแมวขนฟูตัวเดิม มันกินอาหารเช้าของมันจนเกลี้ยงและกำลังล้างหน้าเลียทำความสะอาดขนอยู่ใต้โต๊ะ
“ดัชเชสส์ใช่ไหม แหม...แค่ชื่อแมวก็ตั้งเสียเริ่ด” ประโยคหลังยังไม่วายงึมงำพาดพิง “อยู่แต่ในนี้น่าเบื่อเนอะ เดี๋ยวเราออกไปเที่ยวข้างนอกกันดีกว่า”
หัวทุยนุ่มที่ถูไถเข้าที่น่องแสดงถึงการตอบรับ

**********

เนื่องจากเป็นวันเสาร์คนเดินห้างจึงค่อนข้างคึกคัก อากิระเดินทอดน่องไปเรื่อยอย่างไม่ได้คิดจะซื้ออะไรเป็นพิเศษ แค่มาหาการ์ตูนหรือนิตยสารอ่านเล่นเท่านั้น บางทีอาจจะซีดีเพลง หรือดีวีดีหลายๆแผ่น ได้เงินมาใช้แล้วนี่ จะต้องห่วงอะไรอีก แลกกับที่สึกหรอไปน่ะแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ
ที่อึดอัดอยู่นิดก็แค่ มีชายวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึมไร้รอยยิ้มเดินตามหลังต้อยๆนี่แหละ เด็กวัยรุ่นธรรมดาที่ไหนเขามีคนขับรถในชุดสูทดำติดเข็มกลัดแก๊งค์ยากุซ่าเดินตามมั่งเล่า และมือหนึ่งที่ถือตะกร้าสำหรับแมวก็ไม่ได้เข้ากันเสียเลย
“เอ่อ...ไปรอที่ล็อบบี้โรงแรมก็ได้นะ เดี๋ยวผมซื้อเสร็จจะเดินไปหา” เด็กหนุ่มบอกเป็นรอบที่สามแล้ว แต่ก็ไร้เสียงตอบรับเช่นเคย ถ้าหมอนี่ไม่ได้บอกว่าเป็นคนที่ไคโตะส่งมาเขาคงคิดว่าเป็นใบ้
หน้าร้านหนังสือและซีดีติดป้ายห้ามสัตว์เลี้ยงเข้า อากิระหันมาปล่อยดัชเชสส์ให้ลงจากอ้อมแขน เจ้าหล่อนยอมเข้าตะกร้าไปอย่างว่าง่าย
“ทางร้านห้ามสัตว์เลี้ยง คุณยืนรอตรงนี้แหละ ผมไม่หนีไปไหนหรอก”
ว่าแล้วก็เดินจ้ำเข้าร้านเป็นการตัดบท ค่อยหายใจหายคอโล่งหน่อย ร่างบางเดินเลือกหนังสืออ่านเล่นโดยพยายามทำเมินสายตาที่ยังจ้องเขม็งมาจากนอกร้าน น่าเสียดายที่แผ่นซีดีใหม่ๆไม่ค่อยมีให้พลาญเงินเล่นสักเท่าไร เพราะซื้อที่อยากได้ไปหมดแล้ว
เปล่า...เขาไม่ได้ค่าขนมเยอะขนาดมีเงินถุงเงินถังหรอก แต่เหยื่อที่เคยตกได้น่ะกระเป๋าหนักอยู่ทีเดียว และเขาไม่ลังเลใจเลยสักนิดที่จะใช้มันเป็นการแก้แค้นคืนไปกับสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆรวมถึงค่าเที่ยวค่าดื่มกิน
ใช้เวลาไม่นานนัก ในที่สุดเขาก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายกลับไปที่โรงแรม นั่งรถเมอร์สิเดส S600 คันงามให้ตื่นตาตื่นใจเล่น มุ่งไปยังย่านตัวเมือง ผ่านที่ถนนเดินเที่ยวสายหลัก ทว่าสารถีกลับขับเลยไปอีกนิดซึ่งเป็นย่านร้านค้าแบรนด์เนมนำเข้าราคาแพง
ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะแย้ง คนที่ลงมาเปิดประตูก็เปิดปากพูดให้หายข้องใจก่อน
“เมื่อครู่ท่านประธานโทรมาบอกให้คุณซื้อชุดสูทสำหรับอาหารค่ำคืนนี้ครับ”
เมื่อคิดถึงภัตตาคารหรูในโรงแรมแล้วก็ต้องยอมลงมาแต่โดยดี หากในใจยังค่อนแคะ ไหนใครบอกว่าไม่แคร์ไง...โธ่เอ๊ย
“ร้านไหนล่ะ?”
อีกครั้งที่ชายร่างสันทัดไม่ตอบ หากเดินนำไปยังร้านหนึ่ง ที่กระจกโชว์ด้านหน้ามีหุ่นในชุดสูทผ้าไหมและผ้าขนสัตว์ที่ดูโก้หรู
“สายัณห์สวัสดิ์ครับ ผมโมริ มานาบุ ผู้จัดการร้านยินดีที่ได้รู้จักครับ” ชายวัยสี่สิบปลายร่างโปร่งที่ดูเหมาะกับสูทเข้ามาโค้งทักทายพร้อมยื่นนามบัตร ทำเอาอากิระต้องรีบโค้งรับตามมารยาท
“อ่า...ยินดีที่ได้รู้จักครับ ฝากตัวด้วย” เขายกยิ้มแหยๆให้ ไม่มีนามบัตรอะไรจะแลกเสียด้วย พอหันไปมองคนที่มาด้วยกัน ก็เห็นยืนอยู่มุมหนึ่งของร้านเงียบๆ ในมือมีสายจูงเส้นบางร้อยกับปลอกคอของเจ้าดัชเชสส์ที่ออกมาเดินยืดเส้นสายด้วยมาดผู้ดี โดยที่พนักงานไม่กล้าว่าอะไรเลยสักนิด
“เป็นเกียรติกับทางนี้มากกว่าครับ” โมริยิ้มแบบมืออาชีพ ทั้งที่ไม่บ่อยครั้งหรอกนะกับการต้อนรับลูกค้าวัยรุ่นในชุดกางเกงยีนส์ขาดๆ
“ก่อนอื่นต้องขอเชิญให้วัดตัวก่อน กรุณายืนบนแท่นนี้ด้วยนะครับ”
แท่นที่ว่ามีลักษณะแบบเก้าอี้ไม้ทรงเตี้ยแต่กว้างกว่าหน่อยและมีรูปทรงสวยงามเกินกว่าจะอยากขึ้นไปเหยียบ ร่างเล็กยักไหล่หนึ่งทีก่อนจะก้าวขึ้นไปยืน ทันใดนั้นก็มีพนักงานหญิงสองคนเข้ามาพร้อมสายวัดและกระดาษจด พวกเธอบรรจงวัดสัดส่วนเขาทั้งหมดอย่างละเอียดด้วยความคล่องแคล่ว พร้อมทั้งเอาแฟ้มที่มีตัวอย่างผ้ามาให้เขาเลือกทั้งสี ลวดลาย และเนื้อผ้า แต่...เลือกไม่เป็นเลยนี่สิ
“ต้องการแบบไหนดีครับ?”
“ผม...ไม่ทราบสิฮะ เลือกอะไรก็ได้หนึ่งชิ้นในนี้ใช่ไหม?” แววตาเหมือนแมวเหลือบเหมือนจะขอความช่วยเหลืออันเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของเจ้าตัว
“เลือกหลายชิ้นก็ได้ครับ แล้วแต่ว่าจะตัดสักกี่ชุด” ผู้จัดการพลิกเปลี่ยนหน้าไปด้านหลัง ชี้ให้ดูอย่างสุภาพ “ถ้าเลือกไม่ถูกลองดูแบบสำเร็จนี่ก็ได้ครับ อาจจะเปลี่ยนสีหรือเนื้อผ้าก็สามารถทำได้”
“ต้องตัดแล้วจะทันหรือครับ เขาต้องใช้กันเย็นนี้”

“ไม่ทันหรอกครับ” เขายิ้มบางๆให้ “ชุดสำหรับเย็นนี้คงต้องเลือกจากแบบสำเร็จที่มีอยู่ในร้านไปก่อน”
“อ้าว!”
เสียงใสอุทาน “ถ้าอย่างนั้นผมซื้อไปเลยก็ได้ครับ ไม่ต้องตัดหรอก”
ใบหน้าที่มีริ้วรอยของวัยปั้นยากเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายนุ่มๆ
“เกรงว่า ท่านคุโรดะจะต้องการให้ตัดอย่างน้อยสามชุด กับชุดสำหรับเย็นนี้อีกหนึ่งน่ะครับ”
คราวนี้คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจ เขาจะต้องการชุดสูทไปทำไมมากมายนะ?
“เพราะฉะนั้นผมว่า สูทสี่ชุด เป็นสีมาตรฐาน ดำ น้ำตาล เทา และกรมท่า เป็นยังไงครับ แล้วค่อยดูเรื่องรูปแบบกัน?”
อากิระนิ่งไปพักหนึ่งแล้วก็โคลงศีรษะ ว่าไงว่าตามกันสิ เขาไม่ได้เป็นคนออกเงินนี่นา คิดได้แบบนั้นก็เปิดพลิกนิตยสารที่ทางร้านนำมาให้เลือกอย่างสบายใจ

ประตูไม้บานหนาเปิดออกก่อนเด็กหนุ่มที่ยืนอุ้มตะกร้าแมวจะใช้แผ่นหลังผลักยันมันไว้ เปิดช่องให้ชายในชุดสูทดำแทรกตัวเข้ามาในห้องเพื่อวางของพะรุงพะรังในมือลงบนโซฟาตัวยาว เขาวางถุงและกล่องทุกชิ้นให้เข้าที่แล้วโค้งให้นิดหนึ่งอย่างฉาบฉวย หันหลังกลับไปโดยไม่ล่ำลา แต่ก็ใช่ว่าอากิระจะสนใจนัก
เขาวางสัตว์เลี้ยงในมือลง พอเปิดฝาตะกร้าให้ดัชเชสส์ก็เผ่นแผล็วไปที่ระเบียงทันที ด้านนอกมุมระเบียงมีกระบะทรายสำหรับแมวอยู่ ท่าทางมันคงอั้นเอาไว้ เป็นแมวมารยาทดีจริงๆ
ร่างบางเดินไปเปิดตู้เย็นค้นเอาน้ำอัดลมกระป๋องมาเปิดดื่ม แล้วกลับมานั่งลงที่โซฟาเพื่อชื่นชมของที่ซื้อมา หลังจากการเลือกสูทที่ออกจะใช้เวลานานและมีขั้นตอนมาก เขาก็ไปเดินซื้อเสื้อผ้ากับเครื่องประดับเงินและรองเท้าที่อยากได้มาจนเพียบ ไม่อยากบอกเลยว่าหมดเงินไปเป็นแสนเยนเลยเชียว คิดๆไปก็สะใจ...แต่...ถ้าเกิดฝ่ายนั้นไม่พอใจขึ้นมาล่ะ...
นึกไม่ทันเสร็จดีเสียงสอดคีย์การ์ดก็ทำให้ลาดไหล่สะดุ้งน้อยๆ ไคโตะก้าวเข้ามาในห้องพบอากิระนั่งจุ้มปุ๊กท่ามกลางข้าวของที่แกะห่อเกลื่อนกลาด โดยเจ้าตัวส่งยิ้มแหยๆมาให้
“เป็นยังไง ซื้อของสนุกไหม?” เขายิ้มตอบ เดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้อีกด้าน ยืดขาสบายๆให้สัตว์เลี้ยงตัวโปรดรี่มาถูไถคลอเคลีย แล้วปลดกระดุมสูทกับรูดคลายเนคไท
“ครับ...ซื้อ...เพลินไปหน่อย” ริมฝีปากบางเม้มพลางช้อนตาขึ้นมองรอดูปฏิกิริยา
นัยน์ตาดำรีกวาดมองของที่
ไกลจากเพชรพลอยหรือเสื้อขนสัตว์ราคาแพงที่อดีตคู่นอนคนอื่นๆของเขามักเลือกเป็นของกำนัลแล้วยิ้มเอ็นดู สิ่งหนึ่งที่เขาถูกใจในตัวอากิระคือความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ความที่เป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไปจากครอบครัวปานกลางแถมมีนิสัยแก่นเซี้ยวไม่หยอก แต่มีธรรมชาติอะไรบางอย่างในตัวของเขาเองที่โดดเด่นและมีพลังดึงดูดใจอย่างหาได้ยาก
“ซื้อมากกว่านี้เท่าไหร่ก็ได้ถ้าเธอต้องการ” เขาอนุญาตด้วยความเต็มใจ ก่อนลุกเดินไปหยิบเบียร์เย็นๆมาเปิดดื่ม
“แล้วก็...” ร่างเล็กกว่ายืนล้วงเครดิตการ์ดออกมาจากกระเป๋าสตางค์ ยื่นคืนให้ชายหนุ่ม “นี่...ขอบคุณ”
“อา...” ไคโตะไม่ได้รับคืน กลับเดินไปถอดเสื้อนอกพาดไว้บนเก้าอี้โต๊ะกินข้าว “เธอเก็บเอาไว้ก่อนเถอะ ยังมีพรุ่งนี้อีกวันไม่รู้จะต้องไปคุยกับลูกค้าอีกหรือเปล่า”
อากิระลังเลชั่วครู่ แต่ก็ยอมเก็บมันไว้ที่เดิม แล้วเริ่มลงมือเก็บกวาดที่ทำรกเอาไว้
“แล้วเรื่องสูทล่ะ เป็นยังไง?”
“ก็...”

แทนคำตอบ เขายกเสื้อสูทในประเป๋าหุ้มแบบใสขึ้นมาให้ดู มันเป็นสูทสีน้ำตาลเหลือบทองค่อนข้างอ่อน เข้าคู่กับเสื้อเชิ้ตขาวที่มีลูกเล่นตรงปกและเนคไทไหมเส้นเรียวเล็ก ให้ความรู้สึกทันสมัยแต่ก็ได้กลิ่นอายแบบอังกฤษนิดๆ
“คุณโมริเลือกให้หรือ? ดูดีนี่” ริมฝีปากได้รูปยิ้มพอใจ “ได้สีอะไร แบบไหนมาบ้างล่ะ?”
“แบบเหรอฮะ ผมเรียกไม่ถูกหรอก เพิ่งรู้ว่าสูทผู้ชายมันมีเป็นร้อยเป็นพันแบบอย่างนั้น นี่ก็แค่เลือกจากแบบสำเร็จที่ชอบแล้วก็ให้คุณโมริแนะนำเท่านั้นเอง อีกสามตัวที่เหลือก็มีสีดำ เทาอ่อน กับงาช้าง ทีแรกจะเลือกสีกรมท่า แต่เห็นเขาบอกว่าผมเหมาะกับสีสว่างๆ”
ก็จริงตามนั้น อากิระเป็นคนรูปร่างโปร่งบาง ซ้ำยังไม่ค่อยสูง ถ้าใส่แต่สีทึบทึมก็จะยิ่งดูตัวเล็กลงไปอีก
“ดีแล้ว เหมาะกับเธอดี ตอนนี้ยังพอมีเวลา สักหกโมงค่อยอาบน้ำแต่งตัวก็ได้ ฉันจองร้านไว้ตอนทุ่มครึ่ง”
“จองร้าน?”
เด็กหนุ่มทำสีหน้าฉงน “ผมนึกว่าจะกินที่ภัตตาคารข้างบนนี่เสียอีก?”
“ร้านที่ฉันชอบน่ะ อยู่ริมทะเล อาหารอร่อยมาก”

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นต้องให้ตัดสูทมากมายนี่” เขาถอนใจฉุนนิดๆ “หรือว่าถ้าคุณอับอายกับเสื้อผ้าของผมมากก็พาไปกินฟาสต์ฟู้ดซะ สิ้นเรื่อง”
ความไม่พอใจในน้ำเสียงนั้นจับได้ไม่ยาก ชายหนุ่มเดินเข้ามาประชิดโอบร่างบางที่ขืนตัวเล็กน้อยไว้หลวมๆ
“ร้านอาหารที่ว่าเขามีข้อบังคับให้สวมสูท ถ้าไปแล้วเกิดความแปลกแยก คนที่จะอึดอัดใจคือเธอเองไม่ใช่หรือ ฉันแค่อยากให้เธอคุ้นเคย อย่างสบายใจ เพราะเรายังมีเวลาที่จะใช้ร่วมกันอีกมากนัก และสูทพวกนั้นคงได้ใช้ประโยชน์ในโอกาสต่อๆไป”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มกับริมฝีปากที่แนบจุมพิตหน้าผากมนแผ่วๆช่วยคลายอาการขัดขืนลงได้ นัยน์ตาพราวระยับที่จ้องมาในระยะแค่คืบทำให้หวนคิดถึงบรรยากาศที่อยู่ในวงแขนของกันและกัน จนอากิระต้องเสเบี่ยงตัวออก ก้มลงอุ้มดัชเชสส์ไว้คล้ายจะเอาเป็นกำบังเสียดื้อๆอย่างนั้น แถมหนีเดินไปนั่งเก้าอี้ริมระเบียง เปิดทีวีดูหน้าตาเฉย
ร่างสูงส่ายหน้าเอ็นดู แต่ก็ไม่ได้ตามไปตอแย เขาเข้าไปเอนหลังกึ่งนั่งกึ่งนอนที่เตียงดูทีวีไปด้วยพลาง ความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางเร่งรัดเกินไปนักก็ไม่ดี ต้องรู้จักรุก และรู้จักรอ คล้ายกับ...การเข้าหาแมวดื้อที่ยังคอยหวาดระแวงและตื่นกลัว ไม่ใช่แค่ทำดีด้วยสองสามครั้งจะบังคับให้เชื่องได้ แต่เมื่อไรที่เราได้รับความไว้วางใจ เมื่อนั้นมันจะเข้ามาหาเราด้วยตัวเอง...

**********

ร้านอาหารที่ว่าเป็นภัตตาคารขนาดกลาง 2 ชั้น สร้างด้วยอิฐบล็อคสีเหลืองอ่อนดูอบอุ่นปกคลุมด้วยเถาไอวี่บางส่วน ตั้งอยู่ริมถนนเลียบอ่าวโตเกียว ภายในร้านมีโต๊ะอาหารไม่มากที่นั่งนัก แต่ละโต๊ะมีป้ายจองแล้วแทบทั้งนั้น
ในทีแรกอากิระคิดว่าที่นี่คงเป็นภัตตาคารที่มีพิธีรีตองมาก จากข้อบังคับที่ว่าให้ผู้ชายสวมสูท ผู้หญิงสวมกระโปรง และห้ามสวมรองเท้าแตะ แต่พอมานั่งลงดื่มกินกับบรรยากาศจริงๆแล้วกลับให้ความเป็นกันเองอย่างเรียบง่ายกว่าภัตตาคารในโรงแรมเมื่อวานนี้เสียอีก เสียงเปียโนคลอเบาๆกับไวโอลินและแสงนวลสลัวของเปลวเทียน กลมกลืนกับอายทะเลรายล้อมด้วยแสงนีออนจากอาคารที่อยู่ไกลออกไปตามลำดับ
หากเป็นเมื่อก่อนคงนึกภาพตัวเองสวมสูทไหมโก้นั่งจิบไวน์ละเลียดอาหารฝรั่งเศสไม่ออกเป็นแน่แท้ โลกของเขาสองคนช่างแตกต่างกันนัก ทว่าด้วยความแตกต่างนั้นก็ดึงดูดกันและกันอยู่ในที เด็กหนุ่มอดหัวเราะไปกับเรื่องชีวิตสมัยเป็นวัยรุ่นสุดเฮี้ยวที่อีกฝ่ายเล่าให้ฟังไม่ได้ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเหมือนไม่เชื่อ
“จริงๆนะ สมัยฉันน่ะ พวกนักเลงต้องใส่กักคุรันตัวยาวๆ หรือไม่ก็แบบสั้นเต่อ ไว้ผมทรงรีเจ้นท์ย้อมทองๆ แล้วก็มีผ้าพันท้องอีกต่างหาก”
“คุณเนี่ยนะเคยทำอะไรเสร่อแบบนั้นด้วยเหรอ?”
เขาถามไปขำไป
“เสร่อเหรอ?” ไคโตะแสร้งทำสีหน้าเจ็บปวด “ตอนนั้นน่ะมันไม่เสร่อเลยนะ ยิ่งมีมอเตอร์ไซค์แต่งไฟหน้ายกสูงยิ่งเท่อย่าบอกใคร”
“ฮ่าๆ ผมเดาได้เลย คุณน่ะเป็นหัวหน้าแก๊งค์ซิ่งงั้นสิ?”

“ก็...นะ” เขาโคลงหัวรับ “ตั้งแต่จำความได้ฉันก็เดินบนเส้นทางสายยากุซ่าแล้ว มันก็เหมาะกับฉันดีไม่ใช่หรือ?”
“อืมม”
ใบหน้ามนพยักเห็นด้วย มือเรียวยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ “แล้วรอยสักของคุณล่ะ มีตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ตอนอายุ 20”
“ไม่เจ็บเหรอ?”
“เจ็บสิ
” เขาตอบทันควัน “ใช้วิธีสักแบบเก่า ลงเข็มนานเป็นเดือน ทั้งตัวร้อน เป็นไข้ อักเสบบวม ปวดแผ่นหลังจนต้องนอนคว่ำอยู่นาน”
อากิระทำหน้าเบ้
“ผมกะว่าจะไปสักบ้างถ้าเข้ามหา’ลัยแล้ว แต่...ไม่เอาแล้วดีกว่า”
“สักแบบสมัยใหม่ไม่เจ็บมากเท่าไหร่หรอกมั้ง? แต่ก็ดีแล้วที่ไม่สัก เสียดายผิวสวยๆ”
ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มแฝงนัยเมื่อเห็นอีกคนสำลักไวน์
“พูดบ้าๆ” เสียงใสบ่นอุบอิบพร้อมส่งสายตาขุ่นมาให้ แต่ก็ชักจะเริ่มชินกับความทะลึ่งของอีกฝ่ายบ้างแล้ว
“ประธานคุโรดะ?”
ชายวัยสี่สิบเศษเข้ามาทักทายทางด้านหลังของอากิระ
“มิจิบะซัง” ไคโตะค้อมหัวรับ
“บังเอิญจังครับ เห็นว่ามีนัด ที่แท้ก็มาที่นี่เอง แสดงว่าอาหารรสเยี่ยมสมคำร่ำลือ” เขาเผยยิ้มกว้างใต้ไรหนวดบางๆที่ตัดแต่งเรียบร้อย
“ถ้าพูดถึงอาหาร รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่ครับ” ร่างสูงยิ้มตอบอย่างสุภาพ “ไม่ทราบว่ามากับแขกโต๊ะไหนหรือเปล่าครับ” เขาวางผ้าเช็ดปากบนตักไว้ข้างตัว เตรียมลุกขึ้นเพื่อจะเดินไปทักทายตอบ
“โอ้ ไม่ครับ เชิญตามสบายเถอะ ผมมาคนเดียว...” มิจิบะปรายตามาทางเด็กหนุ่มที่นั่งใกล้ “ขอโทษนะครับ คุณหนูทางนี้...”
นัยน์ตาคมโตเหลือบมองขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงตัวเองหรือเปล่า แล้วเห็นสายตาคู่นั้นลอบพินิจเขาอยู่
“ฮามาโนะ อากิระคุง” มือใหญ่ผายออกในเชิงแนะนำ “นี่ มิจิบะ เท็ตสึซัง หัวหน้าฝ่ายบริหารของบริษัทไอจิ” เขาเอ่ยชื่อบริษัทส่งออกและนำเข้าอาหารสดและแปรรูปชื่อดัง
อากิระค้อมหัวให้แบบลังเลเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าทำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามมารยาทมากที่สุด แต่ก็โล่งอกเมื่อทั้งคู่ยังคงไม่มีทีท่าผิดแปลกไป
“ไม่ทราบว่าเป็นญาติ...?”
คำถามนี้ทำให้เด็กหนุ่มใจแป้วขึ้นมาทันที ทว่าอีกคนยังยิ้มสบายๆ
“จะเรียกว่า...เป็นคนในความดูแลของผมก็ได้”
มิจิบะเลิกคิ้วนิดหนึ่ง เป็นกิริยาที่เหมือนจะซ่อนความหมาย ‘รู้ทัน’ เอาไว้ในที
“ถ้าอย่างนั้น ผมคงไม่กวนแล้ว” มือหนาข้างหนึ่งวางบนบ่าเล็กแล้วบีบเบาๆ “ถ้าหากประธานดูแลคุณหนูไม่ดี เดินมาฟ้องผมได้นะครับ”
คำพูดที่ฟังราวกับหยอกนั้นทำให้เด็กหนุ่มหน้าชาไปเลยทีเดียว ทั้งสัมผัสและคำพูดเป็นนัยแสดงถึงความสนใจในตัวเขาในฐานะ ‘คู่นอน’ ผู้ชายคนนั้นมองเขาเป็นนางบำเรอของไคโตะ!
ในวินาทีนั้นอากิระไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้นนอกจากต้องการออกไปให้พ้นที่ตรงนี้ ร่างบางลุกพรวดขึ้นจ้ำเดินออกไปนอกร้านอาหารด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะห้ามทัน!
“มิจิบะซัง” ไคโตะลุกขึ้นยืนตรง ส่งสายตาทรงอำนาจเข้าข่ม “เมื่อครู่ผมคงพูดไม่ชัดเจนพอ ฮามาโนะเป็น ‘คนของผม’ ซึ่งถือว่า...เป็นคนของคุโรดะโดยตรง หวังว่าคงเข้าใจตามนี้นะครับ”
คราวนี้มิจิบะถึงกับหน้าซีด เขาผงะถอยหลังสองสามก้าวเมื่อร่างกำยำเดินผ่านไปพร้อมกับสำนึกว่าได้ทำพลาดไปเสียแล้ว ไม่น่าเชื่อ...เด็กหนุ่มคนนั้นมีฐานะเป็น...
...
ลมทะเลยามค่ำที่กรีดผ่านผิวช่างหนาวเหน็บไปถึงข้างใน ริมฝีปากบางสั่นระริกด้วยความโกรธที่พลุ่งพล่านในอก สองมือกอดอกตัวเองอย่างปกป้องโดยที่เท้ายังก้าวพรวดๆทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะไปไหน...แต่จะเป็นที่ใดก็ได้ ที่ๆไกลจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม...
ดวงตาทั้งสองรื้นน้ำ...เขาเจ็บปวดเหมือนโดนเข็มทิ่มแทงร่าง ทำไมถึงไม่รู้สึกตัวก่อนหน้านี้นะ!? ข้าวของพวกนั้น อาหารรสเลิศ เงินทองที่ให้ไว้จับจ่าย ขนมหวานที่อาบด้วยยาพิษ...พวกมันไม่ใช่ของขวัญ ไม่ใช่การเอาอกเอาใจ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น แต่มันคือราคา...ราคาค่าตัวของเขาเอง!
เพิ่งเมื่อเช้านี้เองแท้ๆ...เมื่อเช้านี้เองที่เขาตัดสินใจว่าจะลองยอมรับความสัมพันธ์แบบนี้ดู ความสัมพันธ์ที่เต็มใจทั้งสองฝ่าย อย่างเท่าเทียมกัน...
หึ...น่าขัน! ผู้ชายคนนั้นไม่ได้มองเขาเป็นคนด้วยซ้ำ แต่ตีค่าเขาด้วยเงินเหมือนครั้งแรกที่พบกัน เขาถูกประเมินเหมือนสิ่งของชิ้นหนึ่งมาตลอด! แต่ถูกความใจดีจอมปลอมบดบังจนมองไม่เห็น พอรู้ตัวอีกทีก็สายไป ศักดิ์ศรีเขาถูกทำลายจนยับเยินไม่เหลือดี มันเจ็บยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดเมื่อรู้ว่าเขาสมควรจะได้รับการดูแคลนนั่นเพียงไร!
เสียงบีบแตรทำให้ร่างเล็กสะดุ้งขึ้นทั้งตัว รถปอร์ชคันงามแล่นเทียบช้าๆ ไม่ต้องเห็นหน้าคนขับก็รู้ว่าใคร กระจกไฟฟ้าเลื่อนลดลง...
“ขึ้นรถ”
อากิระเชิดใส่ แล้วรีบจ้ำให้เร็วขึ้นแม่ว่ามันจะไร้ประโยชน์ก็ตาม ทางเดินเลียบทะเลข้ามรั้วกั้นไปคือทุ่นระเกะระกะท่ามกลางความมืดทำให้เขาไม่สามารถเดินเลี่ยงไปไหนได้นอกจากไปตามฟุตบาท
อีกฝ่ายยังคงขับรถตามต่ออย่างใจเย็น หากเมื่อเด็กหนุ่มเริ่มออกวิ่งเพราะเห็นสี่แยกข้างหน้าเขาก็ตัดสินใจขับปาดเพื่อหยุดจนล้อปีนขึ้นไปบนฟุตบาท!
ร่างสูงเปิดประตูก้าวยาวๆมาดักหน้าไว้ เอ่ยด้วยท่าทางเฉียบขาด
“อากิระ ขึ้นรถ เดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงนั้นเกือบเป็นตะคอก ดวงตาดำรีที่เป็นประกายวาบอย่างดุดันทุกครั้งที่ออกคำสั่งสกัดเขาเอาไว้ได้อีกครั้ง ร่างในชุดสูทสีน้ำตาลยืนนิ่งไม่ยอมขยับ จวบกระทั่งเจ้าของรถเดินเข้ามาประชิดตัวแล้วเปิดประตูรถให้กึ่งบังคับ
มือเล็กจิกเนื้อแขนตัวเองจนเจ็บ ก่อนจำยอมก้าวเข้าไปนั่งข้างใน
ไคโตะถอยรถลงจากฟุตบาทแล้วออกตัว โชคดีที่รถราในเวลานี้ไม่พลุกพล่านมากนัก ทว่าเมื่อเห็นเด็กหนุ่มนั่งจนชิดริมประตูตึงหน้าหมางเมินใส่ก็ต้องถอนใจเฮือก ไม่เคยมีใครที่พยศกับเขาถึงขนาดนี้เลยจริงๆ น่าแปลกที่มีคนตั้งมากมายเต็มใจจะมาเป็นผู้หญิงของเขาขอแค่เพียงเอ่ยปาก แต่ตัวเองกลับมาถูกใจคนที่ต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกินเพื่อให้ได้มา
ร่างบางกลืนก้อนแข็งๆลงไปในลำคอ แพขนตายาวกระพริบถี่ๆไล่หยาดน้ำเบนสายตามองไปที่ไฟถนน รถราและตึกที่รถแล่นผ่านไปราวกับน่าสนใจนักหนา แต่ถึงอย่างไรมันก็น่ามองกว่าใครอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆนี้แน่ เอาสิ! จะบังคับแค่ไหนก็เอาเสียให้พอเถอะ ถ้าคิดว่าทุ่มเงินไปแล้วจะทำอย่างไรด้วยก็ได้...
รถปอร์ชแล่นไปโดยที่ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเลย มีเพียงวิทยุที่เปิดคลอเบาๆอย่างไม่มีใครคิดจะสนใจฟังระหว่างที่ขับเรื่อยไปตามถนนทางหลวง ไกลออกไปจากอ่าวมากขึ้นทุกที...ทุกที
จากขามาจากโรงแรมไม่ได้ไกลขนาดนี้ และเขาค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ได้ผ่านทางนี้ด้วยซ้ำ อากิระคิดขยับปากจะถามคนขับด้วยความอยากรู้ว่าจะพาเขาไปที่ไหน แล้วกระเป๋าข้าวของของเขาล่ะ จะทิ้งไว้ที่โรงแรมหรือไง แต่ก็นิ่งเฉยเสีย เรื่องอะไรที่เขาต้องเป็นคนเอ่ยปากพูดก่อนด้วย คนพรรค์นี้ชาตินี้ทั้งชาติอย่าหวังว่าจะญาติดี ได้กลับโตเกียวเมื่อไรเขาจะไม่ยอมทำตามคำสั่งของหมอนี่อีกต่อไป คอยดูเถอะ!
ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้มีท่าทีจะอธิบายให้เพื่อนร่วมทางฟังเลยสักนิด หากขับรถขึ้นทางด่วนเส้นเดิม มุ่งไปยังป้ายบอกทางที่เขียนว่า ‘โตเกียว’
เห็นดังนั้นริมฝีปากสีเรื่อก็เม้มแน่น ดี! พาเขากลับบ้านเสียที จะได้แยกทางใครทางมัน เขาทั้งคู่ไม่ควรจะมาเจอกันตั้งแต่ต้นแล้ว และทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นเพราะเขาโดนบังคับ ไม่ได้เต็มใจ...ไม่เลย...

**********

ทว่าเมื่อถึงโตเกียวรถกลับเลี้ยวไปทางเส้นฮิโรโอะ ซึ่งเป็นที่ตั้งตึกสำนักงานและลอฟท์ของไคโตะ อีกครั้งที่เด็กหนุ่มคิดจะเปิดปากแย้ง แต่เรื่องพูดก่อนพูดหลังนี่เหมือนจะกลายเป็นสาระสำคัญในการทำสงครามเงียบครั้งนี้เสียแล้ว จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากปั้นหน้าเฉยทั้งที่ในใจกระสับกระส่ายเต็มที ในที่สุดก็มาหยุดที่ห้องลอฟท์ชั้นบนสุดที่เคยมาเมื่ออาทิตย์ก่อน อากิระยืนอยู่แค่หน้าลิฟท์ ไม่ยอมเข้าไปในห้อง ในขณะที่เจ้าของห้องไขกุญแจเปิดไฟ หายเงียบไปทำอะไรกุกกักโดยเปิดประตูทิ้งไว้เหมือนแน่ใจว่ายังไงอีกคนก็ต้องตามเข้ามา
ร่างบางจุ๊ปากอย่างขัดใจสุดขีด จะลงลิฟท์ไปเรียกแท๊กซี่กลับบ้านก็ไม่ได้เอากระเป๋าสตางค์มา แล้วขืนสวมชุดนี้กลับไปต้องมีคำถามตามมาอีกพะเรอเกวียนแน่ ไหนจะเป้ที่ยังอยู่บนห้องในโรงแรมที่โยโกฮาม่าอีกล่ะ ในนั้นมีทั้งเสื้อผ้า เงิน แถมยังมีการบ้านที่เขาหอบหิ้วมาอีก ใครจะเป็นคนเอามาคืนให้?
หลังจากเดินวนเวียนอยู่เป็นครู่ อากิระก็ตัดสินใจตามเข้าไป กะว่าคุยกันให้มันรู้เรื่อง